Google

Friday, September 4, 2026

The Dictionary of International Relations Terms is now available as an Ebook on Meb.


 


พจนานุกรมศัพท์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลายรายวิชา อ่านแบบEbook ได้แล้วที่meb 


The Dictionary of International Relations Terms is now available as an Ebook on Meb.

https://www.mebmarket.com/p/thongbai

Thursday, September 3, 2026

พจนานุกรมศัพท์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลายรายวิชา อ่านแบบEbook ได้แล้วที่meb





พจนานุกรมศัพท์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลายรายวิชา อ่านแบบEbook ได้แล้วที่meb 


 

Sunday, October 18, 2009

Alliance

ความเป็นพันธมิตร

ข้อตกลงของรัฐต่าง ๆ ที่จะให้การสนับสนุนกันและกันทางด้านการทหาร ในกรณีที่มีการโจมตีต่อสมาชิกใดสมาชิกหนึ่ง หรือเพื่อจะเสริมสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน ความเป็นพันธมิตรกันนี้อาจจะเป็นแบบทวิภาคีหรือแบบพหุภาคี แบบลับหรือแบบเปิดเผย แบบง่ายหรือแบบที่มีการจัดการอย่างดี แบบระยะสั้นหรือแบบระยะยาว แบบที่ใช้ป้องกันสงครามหรือแบบมีชัยในสงคราม ระบบดุลอำนาจมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนให้มีการลงนามในกติกาสัญญาเป็นพันธมิตรทางทหารกัน เพื่อสร้างภาวะสมดุลเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสมการอำนาจเกิดขึ้น กฎบัตรสหประชาชาติได้ให้การรับรองในสิทธิ "ป้องกันตนเองร่วมกัน” ไว้ในมาตรา 51

ความสำคัญ มีพันธมิตรหลายกลุ่มในทุกวันนี้ ที่ได้ขยายตัวไปเป็นองค์การระดับภูมิภาค เพื่อให้ความร่วมมือกันในด้านเศรษฐกิจ สังคม การบริหาร การระงับข้อพิพาท ตลอดจนถึงการทหาร ระบบความเป็นพันธมิตรแบบหลากหลายหน้าที่ ได้แก่ องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ(นาโต)องค์การสนธิสัญญาวอร์ซอ (ดับเบิลยูทีโอ) หรือองค์การอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น สันนิบาตอาหรับ องค์การเอกภาพแอฟริกา (โอเอยู) และองค์การรัฐอเมริกา (โอเอเอส) จะมีมาตรการเรื่องพันธกรณีด้านความมั่นคงร่วมกัน แต่ทว่ามาตรการเหล่านี้จะมุ่งผลทางการเมืองมากกว่าผลทางการทหาร ในขณะที่ความเป็นพันธมิตรกันนี้อาจจะช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัย และให้การป้องปรามต่อการรุกรานได้ก็จริง แต่ก็อาจจะเป็นเหตุให้เกิดความตึงเครียดระหว่างประเทศ และมีการรวมกลุ่มพันธมิตรอื่นขึ้นมาต่อต้านได้ การแข่งขันระหว่างกลุ่มพันธมิตรต่าง ๆ มีแนวโน้มที่จะแข่งขันกันด้านอาวุธจนทำให้เกิดวิกฤตการณ์ขึ้นมาบ่อย ๆ และบางครั้งก็ทำให้เกิดสงครามได้ด้วย ระบบความเป็นพันธมิตรกัน ที่ทำหน้าที่เป็นกลไกแห่งดุลอำนาจ มีแนวโน้มว่าจะคงอยู่ต่อไปจนกว่าจะได้มีการสถาปนาระบบความมั่นคงร่วมกันในระดับสากลขึ้นมาได้อย่างมีประสิทธิผล

============================

·         มีใครมองหาอีบุ๊กเกี่ยวกับสงครามและนโยบายทางการทหารบ้างไหม?

·         ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

·         พจนานุกรมศัพท์สงครามและนโยบายทางการทหาร


Alliance : Act of Chapultepec

ความเป็นพันธมิตร : รัฐบัญญัติชาพุลเตเพ็ก

มติที่รัฐต่าง ๆ ในทวีปอเมริกายอมรับว่า การโจมตีใด ๆ ต่อรัฐหนึ่งรัฐใดในหมู่ตน โดยรัฐหนึ่งรัฐใดที่อยู่ในซีกโลกนี้ หรือโดยรัฐใดรัฐหนึ่งที่มิได้อยู่ในซีกโลกนี้ ให้ถือว่าเป็นปฏิบัติการรุกรานต่อทุกรัฐในหมู่ตน รัฐบัญญัติชาพุลเตเพ็กนี้ ได้มีการลงนามกันที่กรุงเม็กซิโกเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ค.ศ.1945 โดยผู้แทนของสาธารณรัฐต่าง ๆ ในทวีปอเมริกา รวม 21 รัฐด้วยกัน คำประกาศหรือปฏิญญาที่ว่านี้ เป็นการกรุยทางไปสู่สนธิสัญญาริโอ ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ปี ค.ศ. 1947 สนธิสัญญาฉบับนี้ กำหนดให้มีบทลงโทษและให้มีการปฏิบัติการในระดับภูมิภาค หากมีรัฐใดรัฐหนึ่งในทวีปอเมริกา หรือที่มิได้อยู่ในทวีปอเมริกา ได้ทำการรุกรานรัฐใดรัฐหนึ่งในทวีปอเมริกานี้

ความสำคัญ รัฐบัญญัติชาพุลเตเพ็กนี้ ส่งผลให้มีการขยายหลักนิยมมอนโรในส่วนของหลักประกันฝ่ายเดียวที่ประกันมิให้มีการแทรกแซงเข้าไปในทวีปอเมริกา ออกไปเป็นระบบที่ให้ร่วมกันตอบโต้ต่อการรุกรานจากภายนอก หรือจากภายในซีกโลกตะวันตกนี้ รัฐบัญญัตินี้เป็นผลมาจากความริเริ่มของสหรัฐอเมริกาที่จะให้หลักประกันว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งองค์การสหประชาชาติที่จะจัดตั้งขึ้นมานั้น จะต้องไม่มาห้ามรัฐต่าง ๆ ในทวีปอเมริกาจากปฏิบัติการร่วมกันเกี่ยวกับความมั่นคงของซีกโลกตะวันตกนี้
===========================

·         มีใครมองหาอีบุ๊กเกี่ยวกับสงครามและนโยบายทางการทหารบ้างไหม?

·         ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

·         พจนานุกรมศัพท์สงครามและนโยบายทางการทหาร


Alliance : ANZUS Pact

ความเป็นพันธมิตร : กติกาสัญญาแอนซัส

สนธิสัญญาความเป็นพันธมิตรแบบไตรภาคีที่ได้ลงนามกันเมื่อ ค.ศ. 1951 โดยประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา เพื่อพิทักษ์ความมั่นคงของภาคพื้นแปซิฟิก สนธิสัญญานี้ ซึ่งยังมีผลบังคับใช้อย่างไม่มีกำหนดเวลา มีข้อกำหนดไว้ว่า การโจมตีต่อภาคีแห่งสนธิสัญญาสามชาติ ชาติใดชาติหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นอันตรายต่อภาคีทั้งสามชาติ และว่า ภาคีแห่งสนธิสัญญานี้แต่ละชาติจะดำเนินการเพื่อเผชิญกับอันตรายร่วมกันนี้ตามกระบวนการทางรัฐธรรมนูญของแต่ละชาติภาคี ชาติภาคีได้ตกลงกันด้วยว่าจะเพิ่มศักยภาพการป้องกันร่วมกัน ด้วยการช่วยตนเองและให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วย

ความสำคัญ กติกาสัญญาแอนซัสนี้ ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาข้อขัดข้องจากการที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ไม่เห็นด้วยกับสนธิสัญญาสันติภาพญี่ปุ่น หลังจากที่ฝรั่งเศสได้พ่ายแพ้ทางการทหารในอินโดจีนเมื่อปี ค.ศ. 1954 แล้วนั้น ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ คือ นายจอห์น ฟอสเตอร์ ดัลลัส ได้หาทางขยายสนธิสัญญาฉบับนี้ และได้ให้การปกป้องเอเชียใต้ จากการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยการสร้างองค์การ สนธิสัญญาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีโต) ซึ่งเป็นองค์การที่มีขอบข่ายการทำงานกว้างขวางกว่า ถึงแม้ว่าองค์การซีโตจะได้สลายตัวไปแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. 1977 แต่ทว่ากติกาสัญญาแอนซัสนี้ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ต่อไป กติกาสัญญาแอนซัสยังมีตัวช่วยเสริม จากกติกาสัญญาแบบทวิภาคีอีกหลายฉบับ ระหว่างสหรัฐอเมริกากับชาติเอเชียอีกหลายชาติ คือ กับฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลี นอกจากนี้แล้ว กติกาสัญญาแอนซัสนี้ ก็ยังเป็นการให้การรับรองด้วยว่า สหรัฐอเมริกาได้เข้ามาสวมบทบาทแทนอังกฤษในการสร้างความมั่นคงแก่สองสมาชิกในกลุ่มเครืองจักรภพอีกด้วย อย่างไรก็ดี เมื่อปี ค.ศ. 1986 สถานภาพของแอนซัสในฐานะเป็นข้อตกลงความเป็นพันธมิตรในการป้องกันร่วมกันได้รับการกระทบกระเทือนจากการไม่สามารถตกลงกันได้ อันสืบเนื่องมาจากนิวซีแลนด์ได้ประท้วงสหรัฐอเมริกาที่นำอาวุธนิวเคลียร์เข้ามาในภูมิภาคนี้
======================


🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket

Alliance : Baghdad Pact

ความเป็นพันธมิตร : กติกาสัญญาแบกแดด

ความเป็นพันธมิตรที่จะรักษาสันติภาพและความมั่นคงในตะวันออกกลาง ซึ่งได้ใช้เป็นรากฐานเพื่อการพัฒนาเป็นองค์การสนธิสัญญากลาง (เซ็นโต) กติกาแบกแดดนี้ได้ลงนามกันเมื่อค.ศ. 1955 โดยประเทศอิรักและตุกี และมีประเทศอังกฤษ ปากีสถาน และอิหร่าน ได้ให้ภาคยานุวัติในปีเดียวกันนี้ด้วย สมาชิกทุกชาติของสันนิบาตอาหรับและมหาอำนาจตะวันตกสำคัญ ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการธำรงความมั่นคงในตะวันออกกลางต่างได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นภาคีของกติกาสัญญาฉบับนี้ แต่ก็ไม่มีชาติใดมาร่วมด้วยเลย เมื่อปี ค.ศ. 1959 กติกาสัญญาแบกแดดได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น องค์การสนธิสัญญากลาง (เซ็นโต) ภายหลังจากที่ประเทศอิรักได้ถอนตัวออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในปี ค.ศ. 1958 ต่อมาเมื่อปี ค.ศ. 1979 เกิดการปฏิวัติในอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านถอนตัวออกจากการเป็นภาคี และเกิดการล่มสลายขององค์การเซ็นโตในที่สุด

ความสำคัญ กติกาสัญญาแบกแดดนี้ ได้พัฒนาขึ้นมาภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐอเมริกา และได้ใช้เป็น "แนวป้องกันแนวเหนือ" ในด้านตะวันออกกลาง ในระบบเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก ที่สร้างขึ้นมาโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทสหรัฐฯ นายจอห์น ฟอสเตอร์ ดัลลัส เพื่อใช้ " ปิดกั้น " การขยายตัวของคอมมิวนิสต์ ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะมิได้เข้าร่วมเป็นภาคีโดยตรง แต่ก็มีผู้แทนของสหรัฐฯเข้าร่วมในการประชุมคณะกรรมาธิการเซ็นโตนี้และสหรัฐฯก็ได้ลงนามในกติกาสัญญาความมั่นคงแบบทวิภาคี กับอิหร่าน ปากีสถาน และตุรกี นอกจากนี้แล้ว สหรัฐอเมริกาก็ยังให้ความสำคัญแก่กติกาสัญญาแบกแดดนี้ โดยได้ให้ความช่วยเหลือทางด้านการทหารและการป้องกันประเทศแก่หมู่ภาคีกติกาสัญญานี้ด้วย ฝ่ายสหภาพโซเวียตได้ประณามกติกาสัญญาแบกแดดและองค์การเซ็นโตว่าเป็นเครื่องมือของพวกจักรวรรดินิยมที่มีเป้าหมายในทางรุกราน ข้อตกลงความเป็นพันธมิตรในทางความมั่นคงฉบับนี้ ตั้งแต่แรกเกิดขึ้นมามีลักษณะอ่อนแอเสียแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะไม่มีรัฐอาหรับต่าง ๆ มาเข้าร่วมเป็นสมาชิกภาพ แม้แต่ปากีสถาน ซึ่งเป็นภาคีสมาชิกก็ได้หันไปดำเนินนโยบายความเป็นกลางเสียในภายหลัง ส่วนสหภาพโซเวียตได้ลำเลียงอาวุธให้แก่ประเทศอาหรับหลายประเทศ และอังกฤษเองก็ได้หมดอำนาจทางการทหารในตะวันออกกลางโดยสิ้นเชิง
===========================

·🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket


Alliance : Bilateral Security Pact

ความเป็นพันธมิตร : กติกาสัญญาความมั่นคงแบบทวิภาคี

สนธิสัญญาระหว่าง 2 ชาติ ที่ให้สัญญาว่าจะให้การสนับสนุนทางการทหารแก่กันและกันในกรณีที่มีการโจมตีจากรัฐที่สาม กติกาสัญญาความมั่นคงแบบทวิภาคีที่ว่านี้อาจจะเป็นแบบที่ให้ความช่วยเหลือในฉับพลันทันทีและโดยไม่มีเงื่อนไข ในกรณีที่มีการโจมตีต่อประเทศภาคีหนึ่งใด หรืออาจจะเป็นแบบให้ประเทศภาคีได้แต่เพียงขอคำปรึกษาหารือกันเท่านั้นก็ได้ กติกาสัญญาแบบสองฝ่ายนี้อาจจะใช้กับรัฐที่สามที่ทำการโจมตีรัฐภาคี หรืออาจมีการจำกัดในการใช้เฉพาะการโจมตีที่กระทำโดยรัฐนั้นรัฐนี้ตามที่ระบุไว้ในกติกาสัญญานั้นก็ได้

ความสำคัญ กติกาสัญญาความมั่นคงแบบทวิภาคีนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการให้หลักประกันจากรัฐมหาอำนาจ ว่าตนจะมาอยู่เคียงข้างกับรัฐอ่อนแอทั้งหลายเมื่อยามที่ตกอยู่ในอันตราย รัฐที่มีอำนาจมากซึ่งดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อรักษาสถานภาพเดิม อาจจะลงนามในกติกาสัญญาความมั่นคงนี้ เพื่อจะได้ใช้เป็นข้ออ้างหาความชอบธรรมที่จะเข้าแทรกแซงหากความมั่นคงหรือบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐที่อ่อนแอนั้น ๆ ถูกคุกคาม ยกตัวอย่างเช่น ในตะวันออกกลาง สหรัฐอเมริกาได้ให้ความสำคัญกับระบบความมั่นคงขององค์การสนธิสัญญากลาง (เซ็นโต) โดยได้ลงนามในข้อตกลงแบบทวิภาคี กับอิหร่าน ปากีสถาน และตุรกี ในช่วงทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1950 ส่วนกติกาสัญญาความมั่นคงแบบทวิภาคีของสหรัฐอเมริกาฉบับอื่น ๆ ก็ได้แก่ ที่ได้ทำกับฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และสเปน

Alliance : Dunkirk Treaty

ความเป็นพันธมิตร : สนธิสัญญาดันเกิร์ก

กติกาสัญญาความมั่นคงระยะเวลา 50 ปี ที่ลงนามกันโดยอังกฤษกับฝรั่งเศส เมื่อ ปี ค.ศ. 1947 ซึ่งเรียกร้องให้มีการปรึกษาหารือและปฏิบัติการร่วมกันในการต่อต้านการรื้อฟื้นการรุกรานใด ๆ ของเยอรมนี สนธิสัญญาดันเกิร์กว่าด้วยความเป็นพันธมิตรและการให้ความช่วยเหลือกันและกันนี้ ได้กำหนดให้มีการปรึกษาหารือกันอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับเรื่องทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกับเรื่องทางการทหาร

ความสำคัญ สนธิสัญญาดันเกิร์กนี้ มีรากฐานมาจากความกลัวที่ถูกกระตุ้นจากความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่เยอรมนีชอบเข้าครอบงำทวีปยุโรปมาตลอด สนธิสัญญาฉบับนี้เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงการกลับมาเป็นมหาอำนาจอีกครั้งหนึ่งของฝรั่งเศส หลังจากที่ได้ประสบกับความหายนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี ค.ศ.1948 สนธิสัญญาดันเกิร์กนี้ ได้ทำหน้าที่เป็นแกนกลางให้มีการจัดตั้งองค์การสนธิสัญญาบรัสเซลส์ ซึ่งเป็นองค์การที่ได้ขยายการให้ประกันความมั่นคงแบบทวิภาคีให้รวมไปถึงเบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก เมื่อปี ค.ศ. 1955 องค์การสนธิสัญญาบรัสเซลส์นี้ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นสหภาพยุโรปตะวันตก (ดับเบิลยูอียู) และมีเยอรมนีกับอิตาลีเข้าร่วมเป็นสมาชิกเพิ่มเข้ามาด้วย ส่วนจุดมุ่งหมายของกติกาสัญญานี้ก็ได้ถูกเปลี่ยนแปลง จากการป้องปรามเยอรมนี ไปเป็นการปฏิบัติการร่วมกันในกรณีที่ถูกโจมตีจากสหภาพโซเวียต สหภาพดับเบิลยูอียูนี้ได้เป็นตัวการนำไปสู่การขยายองค์การนาโตออกไป โดยให้รับเยอรมนีตะวันตกเข้ามาเป็นสมาชิกภาพด้วย อย่างไรก็ดี สนธิสัญญาดันเกิร์กนี้ยังมีผลบังคับใช้อยู่จวบจนทุกวันนี้

Alliance : Japanese-American Security Treaty

ความเป็นพันธมิตร : สนธิสัญญาความมั่นคงญี่ปุ่น-อเมริกัน

กติกาสัญญาป้องกันแบบทวิภาคี ซึ่งกำหนดให้มีการ ปรึกษาหารือร่วมกัน หากความมั่นคงของญี่ปุ่นถูกคุกคาม สนธิสัญญาความมั่นคงญี่ปุ่น-อเมริกันฉบับเดิมได้มีการลงนามกันเมื่อ ค.ศ. 1951 และได้มีการลงนามสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกันฉบับปรับปรุงที่วอชิงตันเมื่อปี ค.ศ. 1960 ภายใต้สนธิสัญญาฉบับใหม่นี้ สหรัฐอเมริกามีสิทธิ์ที่จะคงกำลังทางบก ทางเรือ และทางอากาศไว้ในญี่ปุ่น กองกำลังทั้งสามเหล่านี้อาจจะถูกใช้ (1) เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในตะวันออกไกลโดยที่ไม่ต้องมีการปรึกษาหารือกันก่อนแต่อย่างใด หรือ (2) เพื่อปกป้องญี่ปุ่นจากการถูกโจมตีทางกำลังอาวุธ ทั้งนี้ภายหลังจากที่ได้มีการปรึกษาหารือกันเรียบร้อยแล้ว สนธิสัญญานี้ได้ระบุไว้ว่า ปฏิบัติการทางทหารที่ได้กระทำจากฐานทัพต่าง ๆ ของญี่ปุ่นภายนอกประเทศญี่ปุ่นนั้น "จะต้องมีการปรึกษาหารือกันก่อนกับรัฐบาลญี่ปุ่น"

ความสำคัญ สนธิสัญญาความมั่นคงญี่ปุ่น-อเมริกันนี้ รวมทั้งที่มีการติดอาวุธให้แก่ญี่ปุ่นใหม่ และการให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ แก่หน่วยทหารอเมริกันเข้าไปใช้ญี่ปุ่นเป็นฐานทัพนี้ ได้ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองในญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ.1960 ในช่วงที่จะมีการให้สัตยาบันสนธิสัญญาฉบับนี้ ได้เกิดเหตุจลาจลวุ่นวายขึ้นในญี่ปุ่น ทำให้ประธานาธิบดี ดไวท์ ดี. ไอเซนฮาว ต้องยกเลิกการเดินทางไปญี่ปุ่นตามกำหนดการเดิม ถึงแม้สภาไดเอต์ของญี่ปุ่นจะให้ความเห็นชอบต่อสนธิสัญญานี้ แต่ก็ได้เกิดเหตุการณ์เดินขบวนประท้วงและการก่อเหตุความรุนแรงของกลุ่มนักศึกษาฝ่ายซ้ายขึ้นเป็นระยะ ๆ ทำให้เรื่องข้อตกลงความมั่นคงญี่ปุ่น - อเมริกันนี้เป็นประเด็นที่ยังคุกรุ่นไม่จางหายไปจากใจคนญี่ปุ่น การที่ต้องให้สหรัฐอเมริกามารับผิดชอบในความมั่นคงของญี่ปุ่นตามที่ระบุไว้ในกติกาสัญญาปี ค.ศ. 1954 นั้น ก็เพราะว่าได้มีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญปี ค.ศ. 1947 ที่สหรัฐอเมริกาเองก็มีส่วนร่วมให้มีการเขียนด้วย ซึ่งมีข้อความในมาตรา 9 กำหนดให้ญี่ปุ่นประณามการทำสงครามและนิยมทหาร อย่างไรก็ดี สนธิสัญญาความมั่นคงปี ค.ศ. 1960 ได้สนับสนุนให้ญี่ปุ่นทำการติดอาวุธได้อีกเพื่อป้องกันตนเอง และสนับสนุนให้มีการร่วมมือกันระหว่างสองชาติเพื่อให้บรรลุถึงจุดประสงค์ที่ว่านี้ ทุกวันนี้ญี่ปุ่นมีกองกำลังป้องกันตนเองที่มีอานุภาพมาก ประกอบด้วยกองกำลังทางบก ทางเรือ และทางอากาศ

Alliance : North Atlantic Treaty

ความเป็นพันธมิตร : สนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ

สนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน ซึ่งได้มีการลงนามกันเมื่อวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1949 กำหนดให้มีสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคแอตแลนติกเหนือโดยการป้องกันร่วมกัน ประเทศภาคีสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือมีทั้งหมด 16 ชาติ เป็นประเทศภาคีแรกตั้งจำนวน 12 ชาติ(คือ เบลเยียม อังกฤษ แคนาดา เดนมาร์ก ฝรั่งเศส ไอซ์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปรตุเกส และสหรัฐอเมริกา) และอีก 4 ชาติได้เข้ามาให้สัตยาบันในเวลาต่อมา(คือ กรีซและตุรกี เมื่อปี ค.ศ. 1952 เยอรมนีตะวันตกเมื่อปี ค.ศ. 1955 และสเปนเมื่อปี ค.ศ.1982) เพื่อให้ข้อกำหนดในสนธิสัญญาเป็นจริงขึ้นมา ก็ได้มีการสร้างโครงสร้างทางการทหาร-การเมือง-การบริหารขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ให้มีขอบข่ายกว้างขวางมากยิ่งขึ้น องค์การหลัก ๆ ของนาโตประกอบด้วย (1) คณะมนตรีแอตแลนติกเหนือ ซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งจะเป็นผู้ตัดสินใจในปัญหานโยบายทางการเมือง - การทหารที่สำคัญ ๆ (2) กรรมาธิการการทหาร ประกอบด้วยค้วยคณะเสนาธิการทหารของประเทศสมาชิก ซึ่งจะเป็นผู้ร่างนโยบายยุทธศาสตร์ทางทหารให้คณะมนตรีความมั่นคงได้พิจารณาอีกทีหนึ่ง และ (3) คณะเลขาธิการ ซึ่งมีเลขาธิการเป็นหัวหน้า สำหรับหัวใจของสนธิสัญญาฉบับนี้อยู่ที่มาตรา 5 ซึ่งระบุไว้ว่า "ภาคีสมาชิกทั้งหลายตกลงกันว่า การโจมตีทางทหารต่อประเทศภาคีหนึ่งหรือมากกว่าในทวีปยุโรป หรือในทวีปอเมริกา ให้ถือว่าเป็นการโจมตีต่อประเทศสมาชิกทั้งปวง และ…ภาคีแต่ละชาติ...จะช่วยภาคีหรือภาคีทั้งหลายเมื่อถูกโจมตี" นับแต่ปี ค.ศ. 1969 เป็นต้นมา มาตรา 13 ของสนธิสัญญานี้ได้อนุญาตให้ภาคีสมาชิกที่ลงนามแล้วใด ๆ "ยุติเป็นภาคีได้หลังจากที่ได้แจ้งว่าจะเลิกเป็นภาคีภายใน 1 ปี" อย่างไรก็ดี ยังไม่มีภาคีสมาชิกชาติใดได้เลิกเป็นภาคีสนธิสัญญาฉบับนี้เลย

ความสำคัญ สนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือนี้ ได้ทำหน้าที่เป็นข้อตกลงความเป็นพันธมิตรทางทหารขั้นพื้นฐานของกลุ่มประเทศตะวันตก เพื่อใช้เผชิญกับภัยคุกคามจากการรุกรานทางทหารของสหภาพโซเวียตในยุโรปตะวันตกและทวีปอเมริกาเหนือ สำหรับในส่วนของสหรัฐอเมริกานั้น สนธิสัญญาฉบับนี้ เป็นการแสดงออกถึงการละทิ้งนโยบายของสหรัฐฯในอดีตที่ไม่ต้องการเป็นพันธมิตรทางทหารในยามสงบกับใคร ถึงแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าโซเวียตมีแผนโจมตีทางทหารต่อดินแดนแอตแลนติกเหนือ แต่สนธิสัญญาฉบับนี้ก็ถือได้ว่าเป็นผลิตผลของความหวาดหวั่นพรั่นพรึงที่มีอยู่ในหมู่ประเทศภาคีว่าการโจมตีดังว่านั้นอาจจะเกิดขึ้นจริง ๆ ก็ได้ ถึงแม้ว่าประเทศภาคีแห่งสนธิสัญญาจะถือว่าสนธิสัญญาฉบับนี้เป็นข้อตกลงเป็นพันธมิตรกันในเชิงรับ แต่ทว่ากลุ่มประเทศในค่ายโซเวียตในยุโรปตะวันออกกลับเห็นไปว่า สนธิสัญญาฉบับนี้เป็นการคุกคามในเชิงรุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เยอรมนีตะวันตกได้เข้าร่วมเป็นภาคีของนาโตนี้แล้ว เพื่อเป็นการถ่วงดุลต่อสนธิสัญญาฉบับนี้และต่อองค์การนาโต กลุ่มรัฐที่ปกครองตามระบอบคอมมิวนิสต์ ก็ได้ลงนามกันในกติกาสัญญาวอร์ซอเมื่อปี ค.ศ. 1955 และก็ได้จัดตั้งองค์การสนธิสัญญาวอร์ซอ (ดับเบิลยูทีโอ) ขึ้นมาอีกด้วย การท้าทายที่สำคัญต่อแนวความคิดในการสร้างเอกภาพให้เกิดขึ้นในสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ กลับเกิดมาจากภายในหมู่ภาคีขององค์การนาโตนี้เอง โดยมีสาเหตุมาจากการแข่งขันเพื่อความเป็นผู้นำระหว่างฝรั่งเศสกับสหรัฐอเมริกา การแข่งขันกันนี้ได้นำไปสู่การออกจากองค์การนาโตของฝรั่งเศสโดยที่ยังคงให้ความเคารพต่อสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือและให้ความร่วมมือกับภาคีสมาชิกอื่น ๆ ขององค์การนาโตในเรื่องนโยบายทางการทหารต่อไป

Alliance: Rio Treaty (Inter-American Treaty of Reciprocal Assistance)

ความเป็นพันธมิตร : สนธิสัญญาริโอ (สนธิสัญญาให้ความช่วยเหลือกันระหว่างรัฐในทวีปอเมริกา)

กติกาสัญญาป้องกันในระดับภูมิภาค ลงนามกันที่เมือง ริโอ เดอ จาไนโร เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1947 กำหนดให้มีระบบความมั่นคงร่วมกัน เพื่อต้านทานปฏิบัติการรุกรานที่จะมีมาในซีกโลกตะวันตก ประเทศภาคีของสนธิสัญญาประกอบด้วยสาธารณรัฐต่าง ๆ ในทวีปอเมริกาจำนวน 21 สาธารณรัฐด้วยกัน แต่ต่อมามีสาธารณรัฐหนึ่ง คือ รัฐบาลคัสโตรของคิวบา ได้ถูกกีดกันออกไปมิให้เข้าร่วมอยู่ในระบบป้องกันระหว่างรัฐในทวีปอเมริกานี้ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 เป็นต้นมา ในการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของสนธิสัญญานี้นั้น ก็ให้ดำเนินการโดยผ่านทางการประชุมระหว่างรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศขององค์การรัฐต่าง ๆ ในทวีปอเมริกา (โอเอเอส) หรือที่ในบทเฉพาะกาลกำหนดให้ดำเนินการโดยคณะมนตรีขององค์การโอเอเอส สนธิสัญญานี้ใช้บังคับทั่วพื้นที่ในซีกโลกตะวันตก คือครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ขั้วโลกเหนือจนจรดขั้วโลกใต้ และมีขอบเขตในการดำเนินการ คือ ต่อต้านการรุกรานโดยอ้อมกล่าวคือ "ที่มิใช่เป็นการโจมตีด้วยอาวุธ" รวมทั้งการโจมตีโดยตรง ที่กระทำต่อรัฐใดรัฐหนึ่งในทวีปอเมริกา ในกรณีที่เป็นการโจมตีโดยตรงนั้น ภาคีสมาชิกแต่ละประเทศตกลงที่จะปฏิบัติการต่อต้านผู้รุกราน และให้ภาคคีสมาชิกแต่ละประเทศตัดสินใจเองว่าจะใช้วิธีการตอบโต้อย่างไร จนกว่าจะได้มีการตกลงร่วมกันในมาตรการต่าง ๆ ที่จะใช้ร่วมกัน ส่วนในกรณีที่เป็นการรุกรานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการโจมตีโดยตรง ตัวอย่างเช่น รัฐหนึ่งให้การสนับสนุนการปฏิวัติในอีกรัฐหนึ่ง กรณีเช่นนี้ก็ให้ภาคีสมาชิกปรึกษาหารือกันเท่านั้น แต่เมื่อจะมีการใช้มาตรการบังคับต่าง ๆ นับแต่มาตรการทางการทูตและทางการเศรษฐกิจจนถึงมาตรการทางการทหาร ก็จะต้องมีเสียงสนับสนุนสองในสามของมวลภาคีสมาชิกของสนธิสัญญาพันธมิตรฉบับนี้

ความสำคัญ สนธิสัญญาริโอ ถือว่าเป็นจุดสุดยอดของความพยายามกว่าครึ่งศตวรรษที่จะให้มีข้อตกลง ในการร่วมมือกันป้องกันของซีกโลกตะวันตกนี้ และก็เป็นการสร้างระบบพหุภาคีในการคัดค้านการแทรกแซงของต่างชาติที่สหรัฐฯ ได้ริเริ่มประกาศไว้ในลัทธิมอนโรเมื่อปี ค.ศ. 1823 สนธิสัญญาริโอนี้เป็นกติกาสัญญาความมั่นคงทั่ว ๆ ไปฉบับแรกที่สหรัฐฯเข้าร่วมลงนามด้วย และข้อผูกมัดหรือพันธกรณีขั้นพื้นฐานของสนธิสัญญานี้ที่ระบุไว้ว่า "การโจมตีทางทหารโดยรัฐหนึ่งรัฐใดต่อรัฐหนึ่งรัฐใดในทวีปอเมริกานี้ ให้ถือว่าเป็นการโจมตีต่อทุกรัฐ" นี่ก็ได้กลายเป็นแม่แบบสำหรับสนธิสัญญานาโตและสนธิสัญญาซีโต การคุกคามภายในต่อความมั่นคงของรัฐต่าง ๆ ในแถบละตินอเมริกา มีแนวโน้มว่าจะเป็นปัญหารีบด่วนในทศวรรษหลังปี ค.ศ.1980 ยิ่งเสียกว่าความน่าจะเป็นไปได้ว่าจะถูกโจมตีจากมหาอำนาจภายนอกทวีปแห่งนี้ สนธิสัญญานี้ได้นำกลับมาใช้เพื่อต่อต้านการคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์สากล เช่น ในกรณีของรัฐบาลคัสโตรแห่งคิวบาเมื่อปี ค.ศ. 1962 และกรณีเกิดปฏิวัติในโดมินิกันเมื่อปี ค.ศ. 1965 การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการร่วมมือกันตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลคิวบา ได้นำมาใช้ดำเนินการกับประเทศคิวบา ตลอดจนกองกำลังสันติภาพระหว่างรัฐในทวีปอเมริกาที่ได้สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษนั้น ก็ได้ใช้เป็นช่องทางเพื่อร่วมกันเข้าแทรกแซงในสาธารณรัฐโดมินิกัน ปัญหาสำคัญในการใช้สนธิสัญญาริโอนี้กับการปฏิวัติ สงครามกลางเมือง และการบ่อนทำลาย ในประเทศภาคีต่าง ๆ ก็คือ กลัวว่าอาจจะเกิดปัญหาเก่าเกี่ยวกับลัทธิ "การแทรกแซงของพวกแยงกี้" มาอีก และอาจจะไปปิดกั้นการปฏิวัติทางสังคมที่เป็นสิ่งสำคัญต่อการนำไปสู่ความทันสมัยด้วยก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศภาคีสมาชิกส่วนใหญ่ต่างก็ไม่ให้การสนับสนุนต่อปฏิบัติการของสหรัฐอเมริกาในเกรนาดา (ปี ค.ศ. 1983) และในนิคารากัว ดังนั้นจึงไม่มีการเรียกร้องให้มีการใช้สนธิสัญญาฉบับนี้ และแม้แต่องค์การโอเอเอสเองก็มิได้ปฏิบัติการร่วมแต่อย่างใด นอกจากนี้แล้ว ในสงครามฟอล์กแลนด์ (มัลวินัส) เมื่อปี ค.ศ.1982 ระหว่างอังกฤษกับอาร์เจนตินา ก็มิได้มีการปฏิบัติการใด ๆ จากฝ่ายองค์การโอเอเอสอีกเช่นเดียวกัน

=============================

·       🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket


Alliance : Southeast Asia Collective Defense Treaty

ความเป็นพันธมิตร:สนธิสัญญาป้องกันร่วมกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กติกาสัญญาความมั่นคงร่วมกัน ที่ได้ลงนามที่กรุงมะนิลาเมื่อ ค.ศ. 1954 ซึ่งเรียกร้องให้ประเทศผู้ลงนามได้ปรึกษาหารือกันและเผชิญอันตรายร่วมกันที่สอดคล้องกับกระบวนการทางรัฐธรรมนูญของประเทศผู้ลงนามนั้น ๆ สนธิสัญญาฉบับนี้ให้ใช้ได้ทั้งกับการรุกรานจากภายนอกและการบ่อนทำลายภายในประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ ประเทศภาคีของสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ได้แก่ ออสเตรเลีย อังกฤษ ฝรั่งเศส นิงซีแลนด์ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ ไทย และสหรัฐอเมริกา และเพื่อให้หลักประกันของสนธิสัญญานี้เป็นจริงขึ้นมา เมื่อปี ค.ศ. 1955 ประเทศผู้ลงนามทั้งหลายก็ได้สถาปนาองค์การสนธิสัญญาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(ซีโต)ขึ้นมา ให้ทำงานผ่านทางคณะมนตรีและสำนักเลขาธิการ ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่สำนักงานใหญ่ขององค์การที่กรุงเทพฯ เมื่อปี ค.ศ. 1977 องค์การซีโตได้สลายตัวไปแล้ว แต่สนธิสัญญาป้องกันร่วมกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีผลบังคับอยู่ต่อไป ในพิธีสารพิเศษของสนธิสัญญานี้ ได้กำหนดให้ขยายพื้นที่ความมั่นคงออกไปให้ครอบคลุมถึงกัมพูขา ลาว และเวียตนามใต้ แต่สนธิสัญญานี้ไม่ได้รวมเอาฮ่องกง เกาหลีใต้ และไต้หวันเข้ามาอยู้ด้วย เพราะผู้ลงนามในทวีปเอเชียไม่ประสงค์จะไปรับผิดชอบในการป้องกันสามประเทศหลังนี้

ความสำคัญ สนธิสัญญาป้องกันร่วมกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งต้องการจะให้เลียนแบบจากสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ(นาโต)มาเป็นฉบับเอเชีย ได้ลงนามกันโดยการนำของสหรัฐอเมริกา เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบพันธมิตรทั่วโลก ที่จะปิดกั้นลัทธิคอมมิวนิสต์ให้จำกัดอยู่เฉพาะในพรมแดนของประเทศที่มีการปกครองตามระบอบบนี้ไม่ขยายออกไปสู่ประเทศอื่น ถึงแม้ว่าประเทศที่มิได้มีการปกครองตามระบอบคอมมิวนิสต์ทั้งในเขตเอเชียใต้และเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกประเทศจะได้รับเชิญให้เข้าร่วมในสนธิสัญญานี้ แต่ก็มีเพียงชาติที่พึ่งพาความช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากสหรัฐอเมริกาในเวลานั้นเท่านั้น คือ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ และไทย ที่เข้ามาเป็นภาคีของสนธิสัญญานี้ ต่อมาพลังแตกแยกที่เคยสร้างความอ่อนแอให้แก่องค์การนาโต ก็ได้มาสร้างความอ่อนแอให้แก่พันธมิตรของสนธิสัญญาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวคือ สหรัฐอเมริกาได้ให้ความช่วยเหลือแก่อินเดียสร้างความไม่พอใจให้แก่ฝ่ายปากีสถาน ส่วนฝรั่งเศสได้เรียกร้องให้ดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเขตเป็นกลางนั้นก็เป็นเหตุให้เกิดการไม่ลงรอยกันในหมู่พันธมิตร นอกจากนั้นแล้ว อังกฤษ ฝรั่งเศส และปากีสถานได้ปฏิเสธที่จะให้การสนับสนุนการดำเนินงานของสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียตนาม และประเทศผู้ลงนามอื่น ๆ พยายามออกค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด ทำให้ภาระในการรักษาความมั่นคงในเอเชียส่วนใหญ่ตกอยู่กับสหรัฐอเมริกา

Alliance : Warsaw Pact

ความเป็นพันธมิตร : กติกาสัญญาวอร์ซอ

สนธิสัญญาการให้ความช่วยเหลือร่วมกันในยุโรปตะวันออกในระยะเวลา 20 ปี ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาโดยกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์เมื่อ ค.ศ. 1955 ภาคีสมาชิกเริ่มแรกของกติกาสัญญาวอร์ซอ ประกอบด้วย แอลเบเนีย บัลแกเรีย เชโกสโลวะเกีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน ฮังการี โปแลนด์โรมาเนีย และสหภาพโซเวียต สนธิสัญญาว่าด้วย "มิตรภาพความร่วมมือ และความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน" ฉบับนี้ได้สร้างเอกภาพในสายการบังคับบัญชาทหารกองทัพต่าง ๆ ของประเทศภาคีสมาชิก 8 ประเทศ โดยมีกองบัญชาการอยู่ที่กรุงมอสโก กำหนดให้ภาคีสมาชิกแต่ละประเทศให้ความช่วยเหลือในทันทีและในทุกวิถีทางที่เห็นว่ามีความจำเป็น รวมทั้งการใช้กำลังรบเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ภาคีสมาชิกใด ๆ ที่ถูกโจมตีในยุโรปตะวันออก

ความสำคัญ กติกาสัญญาวอร์ซอ เป็นปฏิกิริยาของสหภาพโซเวียต ต่อการจัดตั้งสหภาพยุโรปตะวันตก และการตัดสินใจอนุญาตให้เยอรมนีตะวันตกเริ่มมีกำลังรบได้อีก และยอมให้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกของนาโตด้วย กติกาสัญญาวอร์ซอนี้ ได้ใช้เป็นรากฐานในการสถาปนาองค์การสนธิสัญญาวอร์ซอ (ดับเบิลยูทีโอ) โดยให้มีโครงสร้างทางการทหาร-การเมืองสามารถทำหน้าที่คานอำนาจนาโตได้ เนื้อหาของกติกาสัญญาวอร์ซอนี้ มีถ้อยคำสำนวนเกือบจะเป็นการลอกเลียนแบบบทบัญญัติของสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังมีข้อกำหนดให้ประเทศภาคีสมาชิกกติกาสัญญาวอร์ซอมีพันธกรณีที่จะต้องร่วมกันยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ของสังคมนิยมด้วย อย่างไรก็ดี ว่าโดยพื้นฐานแล้ว กติกาสัญญาวอร์ซอได้สร้างโครงสร้างทางการเมืองและการทหารที่มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะรูปแบบแต่มิได้มีการเปลี่ยนแปลงสารัตถะของนโยบายครองความเป็นใหญ่ของสหภาพโซเวียตในยุโรปตะวันออกแต่อย่างใด นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1962 เป็นต้นมา แอลเบเนียมิได้เข้าร่วมในการตัดสินใจหรือเข้าร่วมการดำเนินการภายใต้กติกาสัญญาวอร์ซอนี้

=========================

·         มีใครมองหาอีบุ๊กเกี่ยวกับสงครามและนโยบายทางการทหารบ้างไหม?

·         ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

·         พจนานุกรมศัพท์สงครามและนโยบายทางการทหาร


Limited War

สงครามจำกัด

การขัดแย้งกันด้วยอาวุธ โดยทำการสู้รบกันเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายโดยไม่คำนึงถึงการทำลายศัตรูแบบเบ็ดเสร็จ และให้ศัตรูยอมแพ้โดยปราศจากเงื่อนไข สงครามจำกัดนี้ อาจจะมีการจำกัดในระดับของอานุภาพการทำลายที่ใช้ จำนวนของผู้มีส่วนร่วม ดินแดนที่เกี่ยวข้อง และการใช้ข้อพิจารณาทางการเมืองแทนยุทธศาสตร์ทางทหาร โดยใช้แต่เพียงอย่างเดียวหรือทั้งสองอย่างควบคู่กันไป สถานการณ์ของสงครามจำกัดนี้ อาจมีลักษณะดังต่อไปนี้ (1) เป็นการขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจนิวเคลียร์ ที่แต่ละฝ่ายมิได้ใช้อาวุธทำลายขนาดใหญ่และไม่ทำการโจมตีศูนย์กลางประชาชนของอีกฝ่ายหนึ่ง (2) เป็นการขัดแย้งระหว่างรัฐเล็ก ๆ ที่ไม่มีการแทรกแซงจากมหาอำนาจ (3) เป็นการขัดแย้งระหว่างรัฐเล็ก ๆ ที่ได้รับการช่วยเหลือโดยตรงหรือโดยอ้อมจากมหาอำนาจนิวเคลียร์ ทำการสู้รบกันภายในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่จำกัด และโดยที่มิได้มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์หรืออาวุธปรมาณู (4) เป็นปฏิบัติการทางทหารที่มหาอำนาจนิวเคลียร์ใช้กับรัฐเล็ก ๆ โดยมิได้มีการแทรกแซงจากมหาอำนาจอื่น ๆ (5) เป็นการก่อจลาจลขึ้นภายในประเทศเพื่อต่อต้านมหาอำนาจเจ้าอาณานิคมหรือรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้น โดยที่ทั้งสองฝ่ายใช้อาวุธตามแบบ และได้รับการสนับสนุนด้านการส่งกำลังบำรุงหรือด้านกำลังพล หรือทั้งสองประการจากมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่เป็นปรปักษ์กัน (6) เป็นการปฏิบัติการร่วมกันของกองกำลังตำรวจ ขององค์การระหว่างประเทศเพื่อป้องกันการครอบครองดินแดนของรัฐอื่น หรือเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง และ (7) ความเป็นไปได้ทางทฤษฎีของสงครามนิวเคลียร์ที่จำกัดซึ่งมหาอำนาจใช้เพียงอาวุธปรมาณูทางยุทธวิธีต่อเป้าหมายทางทหารที่กำหนดแน่ชัด

ความสำคัญ เมื่อมหาอำนาจมีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธมหาประลัยชนิดอื่น ๆ ขึ้นมาแล้ว ก็เป็นการบีบบังคับให้การทำสงครามต้องจำกัด ทั้งในแง่ของขอบเขตและในแง่ความเข้มข้น และให้หาทางแก้ไข ปัญหากันด้วยวิธีทางการเมือง ทั้งนี้ก็เพื่อความอยู่รอดของแต่ละฝ่ายนั่นเอง แนวความคิดในเรื่องสงคราม จำกัดในยุคนิวเคลียร์นี้ได้เกิดขึ้นในช่วงที่เกิความขัดแย้งในเกาหลีระหว่างปี ค.ศ. 1950 - 1953 ซึ่งตอนนั้นทั้งกองกำลังของสหรัฐอเมริกา และกองกำลังของจีนคอมมิวนิสต์ มิได้ทำการโจมตีฐานทัพสำคัญของอีกฝ่าย คือของสหรัฐอเมริกาในญี่ปุ่น และของจีนในแมนจูเรีย ในสงครามเวียดนามระหว่างทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1960 สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และจีนคอมมิวนิสต์ ต่างก็ได้เข้าแทรกแซงเพื่อจะให้ผลของสงครามเกิดประโยชน์แก่ฝ่ายตน กระนั้นก็ตาม แต่ละฝ่ายก็ได้ใช้ความระมัดระวังเพื่อมิให้เกิดการขยายตัวเป็นสงครามขนาดใหญ่ ในสงครามจำกัดนี้ ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีโอกาสมีชัยชนะอย่างชัดเจนเหมือนสงครามครั้งก่อน ๆ ทั้งนี้เพราะเมื่อฝ่ายหนึ่งพยายามจะใช้อานุภาพที่ยิ่งใหญ่กว่าเมื่อใดก็จะถูกคานดุลไว้ด้วยการต่อต้านของอีกฝ่ายหนึ่งเมื่อนั้น ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอมแพ้จนทำให้ฝ่ายข้าศึกเพิ่มการทำลายออกไปอีก จะขยายตัวออกไปจนถึงจุดที่ทั้งสองฝ่ายพิจารณาเห็นว่า หากมีการใช้อานุภาพที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ก็จะเป็นเหตุให้มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์เข้าประหัตประหารย่อยยับไปทั้งสองฝ่าย ได้มีการศึกษาทางด้านทฤษฎีมากมายเกี่ยวกับลักษณะธรรมชาติและประโยชน์ของสงครามจำกัด

Limited War, Afghan-USSR

สงครามจำกัด, สงครามอัฟกานิสถาน-สหภาพโซเวียต

ความขัดแย้งที่เริ่มขึ้นจากการที่สหภาพโซเวียตได้บุกรุกอัฟกานิสถานเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ.1979 จุดมุ่งหมายของการรุกรานครั้งนี้ ก็คือ การจัดตั้งรัฐตามแนวลัทธิมาร์กซิสต์ขึ้นตามแนวพรมแดนของโซเวียตในภูมิภาคทางยุทธศาสตร์ของแถบเอเชียกลางนี้ ผลที่ตามมาจากการรุกรานครั้งนี้ ก็คือ ได้เกิดเป็นสงครามกองโจรยืดเยื้อระหว่างกองกำลังต่อต้านอัฟกาน (มุดจาฮิดดิน) กับกองกำลังโซเวียตซึ่งมีกำลังพลประมาณ 100,000 คน การปฏิบัติการในอัฟกานิสถานคราวนี้ ฝ่ายสหภาพโซเวียตมีนโยบายที่จะมีที่ตั้งกำลังทหารในอ่าวเปอร์เซียและในมหาสมุทรอินเดีย นอกจากนี้แล้ว ฝ่ายโซเวียตก็ยังแสดงท่าทีหวั่นเกรงออกมาว่า การที่คนมุสลิมทำการต่อต้านลัทธิมาร์กซิสต์ในอัฟกานิสถานคราวนี้จะข้ามไปมีอิทธิพลต่อประชาชนชาวมุสลิมจำนวนมากที่อยู่ตามสาธารณรัฐต่างๆในพรมแดนสหภาพโซเวียต ส่วนเหตุการณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวโยงถึงกัน คือ การปฏิวัติของชาวมุสลิมที่ประสบความสำเร็จในประเทศเพื่อนบ้านอิหร่าน และมีการประกาศสถาปนารัฐอิสลามอย่างเป็นทางการขึ้นในปากีสถาน เป็นต้น มีสิ่งบอกเหตุบางอย่างส่อแสดงว่า สหภาพโซเวียตจะประสบความสำเร็จในอัฟกานิสถานได้หากใช้วิธีการแทรกแซงทางทางเศรษฐกิจและการศึกษามากกว่าที่จะใช้แสนยานุภาพทางการทหารเข้าไปแทรกแซง

ความสำคัญ ในยุคใหม่นี้ อัฟกานิสถานเป็นกันชนป้องกันมิให้พระเจ้าซาร์ และต่อมาคือสหภาพโซเวียตมีความทะเยอทะยานแผ่อำนาจเข้ามาทางอ่าวเปอร์เซียและมหาสมุทรอินเดีย การที่โซเวียตเข้ามาตั้งกองทัพอยู่ในอัฟกานิสถานซึ่งอยู่ห่างจากปากอ่าวเปอร์เซียเพียงไม่กี่ร้อยไมล์ ในขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังวุ่นวายอยู่กับวิกฤตการณ์ยึดตัวประกันในอิหร่านนั้น ได้นำไปสู่การประกาศของหลักนิยมคาร์เตอร์เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1980 ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ ได้เตือนสหภาพโซเวียต และต่อมา ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ก็ได้เห็นด้วยกับคำประกาศนี้ว่า ความพยายามจากภายนอกใดๆในอันที่จะควบคุมอ่าวเปอร์เซียจะเป็นการคุกคามต่อผลประโยชน์อันสำคัญอย่างยิ่งยวดของสหรัฐอเมริกา และว่า สหรัฐอเมริกาจะต่อต้านภัยคุกคามนั้นด้วยการใช้กำลังทหารหากมีความจำเป็น แนววิธีการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างสองอภิมหาอำนาจจึงเป็นที่กระจ่างชัด ความพยายามทั้งปวงทั้งในระดับระหว่างประเทศและในระดับประเทศที่สามเพื่อจะยุติสงครามจึงไม่ประสบความสำเร็จ
======================

·         มีใครมองหาอีบุ๊กเกี่ยวกับสงครามและนโยบายทางการทหารบ้างไหม?

·         ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

·         พจนานุกรมศัพท์สงครามและนโยบายทางการทหาร


Limited War : Falklands

สงครามจำกัด : สงครามฟอล์กแลนด์

สงครามจำกัดระหว่างอาร์เจนตินากับอังกฤษ เมื่อเดือนเมษายน - มิถุนายน ค.ศ. 1982 ที่มาของสงคราม คือ ปัญหาเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ซึ่งในแถบละตินอเมริกาเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า มัลวินัส หมู่เกาะฟอล์กแลนด์นี้อยู่นอกฝั่งออกไปประมาณ 300 ไมล์ ฝ่ายอาร์เจนตินาอ้างดินแดนนี้ซึ่งมีพื้นที่รวมกันแล้วประมาณ 4,700 ตารางไมล์ และมีประชากรประมาณ1,800 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายอังกฤษนี้ ว่าเป็นดินแดนของตนเนื่องจากตนได้สืบทอดอำนาจจากสเปนหลังจากได้เอกราชมาจากสเปนมาเมื่อ ค.ศ. 1916 ทว่าหมู่เกาะฟอล์กแลนด์นี้เป็นดินแดนขึ้นอยู่กับอังกฤษมาตั้งแต่ ค.ศ. 1833 และผู้คนที่อาศัยอยู่ในหมู่เกาะเหล่านี้ต่างก็แสดงเจตจำนงอยากจะอยู่ในความปกครองของอังกฤษต่อไป เมื่อการเจรจาที่ยืดเยื้อได้ล้มเหลวลง ฝ่ายอาร์เจนตินาจึงได้หันไปใช้กำลังทหาร

ความสำคัญ สงครามฟอล์กแลนด์ มีลักษณะเหมือนกับสงครามอื่น ๆ ที่เป็นผลมาจากความผิดพลาดอย่างมาก ในการวิเคราะห์ขีดความสามารถ และการวิเคราะห์องค์ประกอบทางสถานการณ์ต่าง ๆ ฝ่ายอาร์เจนตินาได้ตั้งข้อสมมติฐานไว้ว่า อังกฤษคงจะไม่สามารถตอบโต้ด้วยการใช้กำลังมากมายได้ เนื่องจากหมู่เกาะฟอล์กแลนด์นี้อยู่ไกลจากอังกฤษมาก และรัฐบาลอาร์เจนตินาเอง ก็ต้องการใช้สงครามฟอล์กแลนด์นี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนชาวอาร์เจนตินาจากปัญหาทางการเมืองภายใน ปัญหาทางสังคม และปัญหาทางเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้าอยู่ในขณะนั้น ความพยายามที่จะทำการไกล่เกลี่ย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา นายอเล็กซานเดอร์ เฮก และเลขาธิการสหประชาชาติ นายฮาเวียร์ เปเรซ เดอ เคอญ่า ไม่ประสบความสำเร็จ นับแต่สงครามครั้งนี้ยุติลงแล้วสมัชชาใหญ่ได้เรียกร้องให้มีการรื้อฟื้นการเจรจากันใหม่ แต่ก็มิได้มีการตอบสนองอย่างจริงจัง

Limited War, Iran - Iraq

สงครามจำกัด, สงครามอิหร่าน-อิรัก

การสู้รบระหว่างอิหร่านกับอิรักนับแต่ปี ค.ศ. 1980 สงครามครั้งนี้เป็นสงครามมหาวินาศ สร้างความสูญเสียให้แก่ประชาชนถึง 1 ล้านคนโดยประมาณ เป็นบทล่าสุดในประวัติศาสตร์อันยาวนานของการต่อสู้ระหว่างสองรัฐนี้ สาเหตุสำคัญของการสู้รบครั้งนี้ก็ได้แก่ การแย่งชิงดินแดน ต้องการควบคุมเส้นทางเดินเรือ ชัตต์ อัล - อาหรับสู่อ่าวเปอร์เซีย ความแตกต่างทางศาสนาอิสลามระหว่างมุสลิมนิกายชิอะห์กับมุสลิมนิกายซุนหนี่ และการแย่งชิงเพื่อครองความเป็นใหญ่ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

ความสำคัญ สงครามอิหร่าน - อิรักคราวนี้ นอกจากจะสร้างความสูญเสียให้แก่มวลมนุษย์แล้ว ก็ยังเป็น สงครามที่สร้างความวิตกกังวลไปทั่วโลก ทั้งนี้เพราะพื้นที่ที่ขัดแย้งกันนี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์และมี ทรัพยากรน้ำมันอย่างมหาศาล สงครามครั้งนี้มีพื้นฐานมาจากการผิดพลาดในการประเมินขีดความสามารถและองค์ประกอบทางสถานการณ์ตั้งแต่เริ่มแรก ทางฝ่ายอิรักเห็นว่าอิหร่านกำลังวุ่นวายอยู่กับการ ปฏิวัติตนคงจะมีชัยชนะได้อย่างรวดเร็วแน่ ๆ จึงได้เริ่มโจมตีทางอากาศเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1980 สงครามคราวนี้ได้สร้างความสูญเสียทางด้านชีวิตมนุษย์และทางด้านเศรษฐกิจมากมาย แต่สถานการณ์การสู้รบกลับถึงมุมอับ โดยที่ฝ่ายอิรักได้เปรียบทางอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งมีการใช้อาวุธเคมีในการทำสงครามด้วย ส่วนฝ่ายอิหร่านนั้นได้เปรียบทางด้านกำลังพล แม้ว่าสหประชาชาติและรัฐมุสลิมต่าง ๆ จะพยายามให้มีการหยุดยิง แต่ก็ประสบกับความล้มเหลว ในขณะเดียวกัน อันตรายจากการขยายตัวของสงครามกลับมากยิ่งขึ้นไปอีก จากการที่ทั้งสองฝ่ายได้ทำการโจมตีการขนส่งทางเรือในอ่าวเปอร์เซียของ
รัฐที่สาม สหรัฐอเมริกามีนโยบายเป็นกลางในสงครามคราวนี้ แต่ก็มีความวิตกกังวลกับการคุกคามต่อเสรีภาพการเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย เหตุผลอย่างหนึ่งที่ให้เกิดความวิตกกังวลก็เพราะอิรักได้โจมตีเรือรบสหรัฐฯ ชื่อ สตาร์ก เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1987 ยังผลให้ลูกเรือสหรัฐฯ เสียชีวิตถึง 37 นาย นอกจากจะสนใจในการทำสงครามแล้ว ฝ่ายสหรัฐอเมริกาและฝ่ายสหภาพโซเวียต ได้คอยเฝ้าตรวจกองกำลังของกันและกันที่จะเข้ามาอยู่ในบริเวณน่านน้ำที่แคบแห่งนี้ที่เส้นทางลำเลียงน้ำมันของประเทศตะวันตกจำเป็นต้องผ่าน ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะดำเนินนโยบายเป็นกลาง แต่ก็ได้ขายอาวุธอย่างลับ ๆ ให้แก่อิหร่าน ผลกำไรจากการขายอาวุธครั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีเรแกน ได้ให้เจ้าหน้าที่หันเหียนนำไปช่วยเหลือพวกกบฎคอนทราในนิคารากัวอีกต่อหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ได้กลายเป็นปัญหาทางการเมืองในสหรัฐฯในเวลาต่อมา

Nuclear Strategy : Balance of Terror

ยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ : ดุลการคุกคาม

ดุลยภาพแห่งอำนาจระหว่างสองรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ อันสืบเนื่องมาจากกลัวความพินาศย่อยยับที่จะเกิดขึ้นระหว่างกันในสงครามนิวเคลียร์ ดุลการคุกคามระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตนี้ มีพื้นฐานมาจากการที่ทั้งสองฝ่ายต่างเข้าใจว่า แต่ละฝ่ายมีระบบปล่อยอาวุธนิวเคลียร์หลากหลายแบบที่ทรงอานุภาพในทางทำลายล้างได้อย่างมหาศาล ที่จะไม่สามารถใช้ปฏิบัติการป้องกันมิให้อาวุธเหล่านี้ทำลายบริเวณศูนย์กลางย่านชุมชนของกันและกันได้ เนื่องจากได้รู้ว่าการโจมตีอย่างไม่รู้ตัวก่อนจะไม่สามารถทำลายการป้องกันและขีดความสามารถในการทำลายที่แผ่กระจายออกไปหลายแห่งของอีกฝ่ายหนึ่งได้เลยนี้ เป็นตัวการช่วยเสริมให้เกิดการป้องปรามที่สืบเนื่องมาจากดุลการคุกคาม ยุทธศาสตร์ดุลการคุกคามที่สามารถทำลายในระยะไกลนี้ มีแนวโน้มว่าจะทำให้เกิดความกลัวมากขึ้นแทนที่จะไปเปลี่ยนแปลงความพยายามของทั้งสองฝ่ายที่จะผลิตอาวุธที่มีอานุภาพในการทำลายล้างมากยิ่งขึ้น และจะผลิตระบบปล่อยอาวุธนิวเคลียร์ที่มีความแม่นยำเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้นด้วย ในปัจจุบันทั้งสองอภิมหาอำนาจมีหัวรบนิวเคลียร์มีจำนวนรวมกันแล้วก็ประมาณ 60,000 หัว พร้อมกับมีระบบปล่อยหัวรบนิวเคลียร์หลากหลายรูปแบบ เช่น เครื่องบินทิ้งระเบิด อาวุธปล่อย เรือดำน้ำ และเรือรบบนผิวน้ำ ดุลการคุกคามนี้มีพื้นฐานจากหลักนิยมความแน่ใจในการทำลายร่วมกัน (แมด)

ความสำคัญ การมีอาวุธที่ทรงอานุภาพในการทำลายล้างร้ายแรงไว้ในคลังแสงจำนวนมาก ๆ เป็นหลักการสำคัญของดุลการคุกคามนี้ ได้ช่วยขจัดโอกาสมิให้ชาติใด ๆ ใช้สงครามเบ็ดเสร็จเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายของรัฐ แต่ก็เป็นการเพิ่มอันตรายอาจทำให้เกิดสงครามโดยมิได้ตั้งใจ (สงครามอุบัติเหตุ)ขึ้นมาได้ ดุลการคุกคามในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงใหม่ ๆ เป็นแบบที่มีพื้นฐานจากอาวุธปรมาณู ได้มีการพัฒนาระเบิดและหัวรบเทอร์โมนิวเคลียร์ที่มีอานุภาพในการทำลายล้างมากกว่าระเบิดปรมาณูที่ทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิมาประเทศญี่ปุ่นหลายพันเท่า จึงนับได้ว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่ทำให้การทำสงครามกลายเป็นเครื่องมือที่ไม่น่าพิศมัยที่จะนำมาใช้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองของรัฐ การได้เปรียบโดยการเปรียบเทียบกำลังอำนาจที่ได้มาจากการแข่งขันในการสะสมอาวุธนี้ มิได้เอื้อประโยชน์ที่สำคัญอีกต่อไป เป็นแต่เพียงการเพิ่มศักยภาพในการประหัตประหารให้มากเกินความต้องการยิ่งขึ้นเท่านั้นเอง ซึ่งมิได้เปลี่ยนแปลงดุลการคุกคามนี้แต่อย่างไร การพัฒนาการป้องกันเพื่อใช้ต่อต้านระบบปล่อยที่สมบูรณ์ (ซึ่งไม่น่าที่นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญทางทหารจะสามารถทำได้) จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในดุลการคุกคามนี้ได้และเพิ่มอันตรายของสงครามมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ได้ริเริ่มโครงการป้องกันทางยุทธศาสตร์(เอสไอดี)หรือ "สตาร์ วอว์" ขึ้นมา ซึ่งเป็นความพยายามที่จะพัฒนาโล่ป้องกันที่แข็งแกร่งสำหรับใช้ทำลายอาวุธปล่อยจากฝ่ายศัตรูที่จะผ่านเข้ามา อย่างไรก็ดี ภัยคุกคามจากอันตรายที่สามารถสร้างความพินาศย่อยยับทั้งสองฝ่าย มิได้ช่วยป้องกันมิให้เกิดสงครามจำกัด อย่างเช่น สงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม เป็นต้น แต่เป็นการไปจำกัดในวิธีการและวัตถุประสงค์ของผู้มีส่วนร่วมในสงครามนั้น
=======================

·         มีใครมองหาอีบุ๊กเกี่ยวกับสงครามและนโยบายทางการทหารบ้างไหม?

·         ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

·         พจนานุกรมศัพท์สงครามและนโยบายทางการทหาร


Nuclear Strategy : Deterrence

ยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ : การป้องปราม

กิจกรรมต่าง ๆ ที่รัฐใดรัฐหนึ่งหรือกลุ่มรัฐใดรัฐหนึ่งนำมาปฏิบัติเพื่อป้องปรามรัฐอื่นจากการดำเนินนโยบายที่ไม่พึงประสงค์ของรัฐหรือกลุ่มรัฐผู้ทำการป้องปราม การป้องปรามนี้เป็นยุทธศาสตร์การข่มขู่ว่าจะทำการลงโทษหรือจะปฏิเสธ เพื่อชักจูงให้อีกฝ่ายเกิดความเชื่อว่า การกระทำที่คาดว่าจะเกิดขึ้นนั้นจะมีผลเสียมากกว่าผลดี วิธีการที่รัฐต่าง ๆ ใช้ในการดำเนินป้องปรามนี้ ได้แก่ การเพิ่มขีดความสามารถทางการทหารโดยทั่ว ๆ ไป การพัฒนาอาวุธที่มีอานุภาพในการทำลายร้ายแรงมาก ๆ การลงนามในสนธิสัญญาเป็นพันธมิตรกับรัฐอื่น และการแสดงว่าจะทำการตอบโต้ เป็นต้น แต่ถ้าจะให้การป้องปรามนี้มีประสิทธิผลจริง ๆ ภัยคุกคามที่จะป้องปรามนี้จะต้องทำให้เกิดความเชื่อถืออย่างเต็มที่ต่อกลุ่มเป้าหมายที่ใช้กำหนดแนวทางดำเนินการ

ความสำคัญ ทั้งวิธีการดุลอำนาจ และวิธีการสร้างความมั่นคงร่วมกันเพื่อให้เกิดสันติภาพ ต่างก็ถูกสร้างขึ้นมาจากแนวความคิดในการป้องปรามนี้เอง กล่าวคือ ในกรณีแรก ผู้มีศักยภาพสามารถจะก่อสงครามขึ้นมานั้นจะเกรงขามว่าจะถูกกลุ่มทหารฝ่ายปรปักษ์ในระบบดุลอำนาจร่วมกันปฏิบัติการตอบโต้ หรือในกรณีที่สองก็จะขยาดจากการปฏิบัติการตอบโต้ของกำลังตำรวจร่วมของประชาคมระหว่างประเทศ เมื่อทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ได้พัฒนาอานุภาพในการโจมตีนิวเคลียร์โดยไม่มีฝ่ายใดเหนือกว่ากัน (ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าแมด หรือความเชื่อถือในการทำลายร่วมกัน) ถือได้ว่าเป็นการสร้างระบบป้องปรามร่วมกันทั้งสองฝ่ายที่เกือบจะสมบูรณ์แบบ ทั้งนี้เพราะจะไม่มีฝ่ายใดสามารถโจมตีอีกฝ่ายโดยที่ฝ่ายตนปราศจากความสูญเสียและถูกทำลายไปได้ กุญแจสำคัญของการป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์ จึงอยู่ที่การเพิ่มความแข็งแรงและกระจายระบบการปล่อยอาวุธนิวเคลียร์ไปไว้ตามที่ต่าง ๆ เสริมสร้างขีดความสามารถในการตอบโต้ของฝ่ายตน คือ ถึงจะถูกอีกฝ่ายโจมตีก่อนอย่างไม่รู้ตัวก็สามารอยู่รอดและโจมตีตอบโต้ได้อย่างหนักหน่วงรุนแรง ระยะห่างของอาวุธนิวเคลียร์ ท่านเปรียบไว้ว่าเหมือนสถานการณ์ที่แมลงป่องสองตัวอยู่ในขวดเดียวกัน แมลงป่องแต่ละตัวต่างมีขีดความสามารถที่จะใช้เหล็กไนต่อยอีกฝ่ายหนึ่งให้ตายได้ แต่ในขณะเดียวกันตัวมันเองก็จะถูกต่อยตายอีกเหมือนกัน อย่างไรก็ดี การป้องปรามร่วมกัน อาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่ออีกฝ่ายได้พัฒนาอาวุธเชิงรุกหรือเชิงรับขึ้นมาใหม่ หรือเมื่อเกิดสงครามที่ไม่คาดคิดหรือสงครามอุบัติเหตุขึ้นมาเนื่องจากความผิดพลาดของมนุษย์หรือความล้มเหลวทางเทคนิค ซึ่งมันก็จะทำลายระบบที่มีเสถียรภาพพร้อมกับผู้ที่มีส่วนร่วมในระบบนี้ด้วย
======================

·         มีใครมองหาอีบุ๊กเกี่ยวกับสงครามและนโยบายทางการทหารบ้างไหม?

·         ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

·         พจนานุกรมศัพท์สงครามและนโยบายทางการทหาร


Nuclear Strategy : First Strike

ยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ : การโจมตีครั้งแรก

ยุทธศาสตร์ในการใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีอย่างไม่รู้ตัว เพื่อทำลายหรือทำให้ศัตรูหมดสมรรถภาพอย่างสิ้นเชิงในการโจมตีโต้กลับ ทฤษฎีการโจมตีครั้งแรกนี้ มีสมมติฐานว่าฝ่ายหนึ่งสามารถยิงหรือส่งอาวุธนิวเคลียร์ที่มีขนาดเพียงพอที่จะโจมตีอีกฝ่ายหนึ่งอย่างถล่มทลายราบคาบจนถึงขั้นที่สามารถชนะสงครามนิวเคลียร์ได้ ก่อนที่ฝ่ายศัตรูจะสามารถฟื้นตัวจากการโจมตีนี้ รัฐที่ทำการโจมตีครั้งแรกนี้จะมีขีดความสามารถมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ที่มีอยู่ในคลังแสงของตนและระบบที่จะใช้ปล่อยหรือยิงอาวุธนิวเคลียร์นั้นด้วย แต่การโจมตีครั้งแรกนี้ถูกจำกัดโดยศักยภาพในการโจมตีครั้งที่สอง หรือขีดความสามารถในการโจมตีโต้กลับของฝ่ายศัตรูนั้นด้วย

ความสำคัญ ความมั่นคงแห่งชาติที่จะพ้นจากการโจมตีในยุคนิวเคลียร์นี้จะมีมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของอำนาจการโจมตีโต้กลับเพื่อป้องปรามการโจมตีครั้งแรกนั้น โดยเชื่อว่าสามารถทำการโจมตีตอบโต้กลับไปด้วยอาวุนิวเคลียร์ขนาดหนักได้อย่างแน่นอน หากขีดความสามารถที่จะโจมตีกลับขนาดหนักไม่สามารถเชื่อถือได้ มหาอำนาจนิวเคลียร์นั้น ๆ ก็จะอยู่ในฐานะล่อแหลมและมีจุดอ่อนอย่างยิ่งเพื่อจะมิให้ถูกทำลายจากขีดความสามารถในการโจมตีครั้งที่สองนี้ ทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตก็ได้ใช้วิธีการต่าง ๆ คือ มีการเก็บอาวุธปล่อยข้ามทวีปที่จะใช้ยิงหัวรบนิวเคลียร์ไว้ในที่เก็บที่มิดชิดแข็งแรงยากแก่การตรวจจับของฝ่ายศัตรู กระจายระบบส่งหรือยิงอาวุธนิวเคลียร์โดยนำอุปกรณ์ยิงอาวุธปล่อยที่ติดหัวรบแบบหลายหัวไปติดตั้งไว้ในเรือดำน้ำที่อยู่ตามที่ต่าง ๆ และเอาอาวุธนิวเคลียร์ติดตั้งไว้ในเครื่องบินทิ้งระเบิดแล้วให้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนบินอยู่ในอากาศตลอดเวลา นอกจากจะหาทางคุ้มครองอาวุธนิวเคลียร์เหล่านี้แล้ว ทั้งสองชาติอภิมหาอำนาจนี้ก็ยังได้พยายามที่จะพัฒนาระบบต่อต้านขีปนาวุธ (เอบีเอ็ม) เพื่อใช้ป้องกันการโจมตีครั้งแรก โดยหามาตรการมาป้องกันอาวุธปล่อยที่ยิงเข้ามา หรือที่มาโดยระบบอื่น อย่างไรก็ดี หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าตนมีระบบป้องกันที่มีประสิทธิภาพแล้ว ก็อาจจะไปกระตุ้นให้ยอมเสี่ยงทำการโจมตีครั้งแรกนั้นก็ได้ หรือว่าในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าอีกฝ่ายกำลังวางแผนในการโจมตีในไม่ช้า ก็อาจจะถือโอกาสโจมตีครั้งแรกตัดหน้าฝ่ายศัตรูเสียเลยก็ได้