Google

Sunday, October 18, 2009

Nuclear Strategy : Preemptive Strike

ยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ : การชิงโจมตีตัดหน้า

การโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ครั้งแรก โดยมีสมมติฐานว่า รัฐศัตรูกำลังวางแผนที่จะโจมตีตนด้วยนิวเคลียร์ในไม่ช้านี้ แนวความคิดในการโจมตีตัดหน้ากันนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นมา โดยเจ้าหน้าที่ยุทธวิธีทหารของสหภาพโซเวียตในช่วงทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1950 เพื่อใช้เป็นมาตรการป้องกัน โดยให้ศัตรูเปลี่ยนสถานะจากที่จะเป็นฝ่ายโจมตีครั้งแรกให้กลายเป็นผู้โจมตีโต้กลับที่มีอันตรายน้อยกว่า การชิงโจมตีตัดหน้านี้มีเป้าหมายเพื่อชิงความได้เปรียบจากการโจมตีอย่างไม่รู้ตัว โดยที่กำลังอำนาจของรัฐที่เป็นฝ่ายรุกยังไม่ทันเสียหาย การโจมตีแบบนี้ซึ่งมีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษอีกอย่างว่า "spoiling” หรือ "blunting” attack(แปลว่า การทำลายการโจมตี) จะนำมาใช้หลังจากที่ผู้นำรัฐได้รับรายงานข้อมูลทางข่าวกรองเป็นที่แน่ชัดว่า รัฐศัตรูกำลังเตรียมการใช้อาวุธนิวเคลียร์เพื่อทำการโจมตีอยู่

ความสำคัญ แนวความคิดในเรื่องการชิงโจมตีตัดหน้ากันนี้ มีวิวัฒนาการขึ้นมาในช่วงที่มีการพิจารณาเวลาที่จำเป็นต้องใช้เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่เครื่องบินทิ้งระเบิดและการเติมเชื้อเพลิงเหลวให้แก่จรวดที่จะใช้เพื่อประกอบเป็นกำลังโจมตีหลักของรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ ก็จะต้องใช้เวลานานพอสมควร แต่ต่อมาเมื่อได้มีการพัฒนาเป็นสงครามกดปุ่มและด้วยการใช้วิธีปล่อยขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีปด้วยเชื้อเพลิงแข็ง หมายถึงว่า การโจมตีกันด้วยอาวุธนิวเคลียร์นี้สามารถกระทำได้อย่างรวดเร็วมากจนเหยื่อเป้าหมายที่จะถูกโจมตีเตรียมการอะไรไม่ทัน ยิ่งไปกว่านั้น การที่ได้มีการกระจายระบบส่งหรือระบบยิงอาวุธนิวเคลียร์ไปไว้ตามที่ต่าง ๆ และมีการดำเนินขั้นตอนหลายอย่างเพื่อป้องกันอาวุธนิวเคลียร์เหล่านั้นจากการถูกทำลายโดยถูกโจมตีอย่างไม่รู้ตัว ก็จะทำให้รัฐที่ถูกโจมตีซึ่งแม้จะมีสภาพยับเยินอย่างไรก็จะสามารถทำการโจมตีโต้กลับรัฐที่โจมตีครั้งแรกนั้นได้ นักวิเคราะห์ทางทหารยังพบว่า การโจมตีแบบชิงตัดหน้านี้อาจเกิดขึ้นได้จากความผิดพลาดทางข้อมูลข่าวกรอง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ มาตรการป้องกันต่าง ๆ ที่แต่ละฝ่ายดำเนินการเพื่อป้องกันตนเองจากการถูกโจมตีอย่างไม่รู้ตัวจากอีกฝ่ายนั้น ก็อาจจะถูกตีความว่าเป็นการเตรียมการโจมตีก็ได้ เมื่อได้มีการพัฒนาในทางเทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างเช่นทุกวันนี้ ก็เป็นการปิดโอกาสที่จะใช้การโจมตีตัดหน้านี้เป็นเครื่องมือที่มีเหตุผลและเชื่อถือยอมรับได้ในการดำเนินนโยบายทางการทหาร

======================

·         มีใครมองหาอีบุ๊กเกี่ยวกับสงครามและนโยบายทางการทหารบ้างไหม?

·         ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

·         พจนานุกรมศัพท์สงครามและนโยบายทางการทหาร


Peace Policy : Armistice

นโยบายสันติภาพ : การสงบศึก

การยุติการรบเป็นการชั่วคราวซึ่งตกลงกันโดยคู่สงคราม การสงบศึกบางทีในภาษาอังกฤษเรียกว่า "truce" นี้อาจจะเป็นการสงบศึกโดยทั่ว ๆ ไป หรืออาจจะใช้กับพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งโดยเฉพาะก็ได้กฎหมายระหว่างประเทศกำหนดไว้ว่าการสงบศึกมิได้ส่งผลกระทบต่อสถานภาพทางกฎหมายของสงครามซึ่งสงครามอาจจะดำเนินอยู่ต่อไปในทุก ๆ ด้าน เว้นเสียแต่ด้านที่กำหนดไว้ในข้อตกลงสงบศึกนั้นก็ได้

ความสำคัญ การสงบศึกนี้ อาจกำหนดให้ยุติการสู้รบไว้เป็นการชั่วคราวเพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาสันติภาพระหว่างคู่สงคราม หรือเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่สามหรือให้องค์การระหว่างประเทศเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย ยกตัวอย่างเช่น ในสงครามอาหรับ - อิสราเอลระหว่างปี ค.ศ. 1948 – 1949 ปี ค.ศ.1956 ปี ค.ศ.1967 และปี ค.ศ. 1973 ได้มีข้อตกลงสงบศึกเพื่อให้ยุติการสู้รบกันหลายครั้ง และในแต่ละครั้งก็จะตามมาด้วยความพยายามอย่างมากแต่ไม่ประสบความสำเร็จของสหประชาชาติที่เข้ามาไกล่เกลี่ยเพื่อให้มีการแก้ไขกรณีพิพาทด้วยสันติวิธีอย่างถาวร ข้อตกลงสงบศึกนี้ อาจใช้เป็นวิธีสำหรับยุติการสู้รบก่อนที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะพ่ายแพ้อย่างราบคาบ หรือถูกบังคับให้ยอมแพ้โดยปราศจากเงื่อนไข ยกตัวอย่างเช่น ในสงครามโลกครั้งที่ 1 เยอรมนีได้ยอมรับในข้อตกลงสงบศึก เพื่อให้มีการพิจารณาถึงเรื่องการยอมแพ้ก่อนที่กองทัพเยอรมันจะพินาศและแผ่นดินเยอรมันถูกบุกเข้าไปยึดครอง

Peace Policy : Japanese Constitution, Article Nine

นโยบายสันติภาพ : รัฐธรรมนูญญี่ปุ่น, มาตรา 9

มาตรา 9 ในรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น ฉบับปี ค.ศ. 1947 ได้กำหนดให้ญี่ปุ่น "เลิกใช้การทำสงครามเป็นสิทธิในความมีอธิปไตยของชาติ และเลิกใช้การคุกคามหรือการใช้กำลังเพื่อเป็นวิธีการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศตลอดไป" นอกจากนี้แล้ว มาตรา 9 นี้ก็ยังได้กำหนดไว้ด้วยว่า ในการที่จะให้อุดมคติในการสร้างสันติภาพถาวรนี้เป็นจริงขึ้นมาได้นั้น "กองกำลังทางบก ทางเรือ และทางอากาศ ตลอดจนศักยภาพทางสงครามอื่น ๆ จะต้องไม่ให้มีอีกต่อไป” รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นฉบับนี้ เขียนขึ้นมาภายใต้การกำกับโดยตรงของกองกำลังยึดครองของสหรัฐฯ ที่บัญชาการโดย พลเอกดัลลาส แมคอาร์เธอร์

ความสำคัญ รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นฉบับนี้ได้รับการเห็นชอบจากพลเอก แมคอาร์เธอร์ ก่อนที่จะเกิดสงครามเย็นและก่อนที่จะมีการประกาศลัทธิ "การปิดกั้น" ของสหรัฐอเมริกา นับแต่นั้นมา สหรัฐอเมริกาก็ได้สนับสนุนให้ญี่ปุ่นติดอาวุธเพื่อป้องกันตนเอง ถึงแม้ว่าชาวญี่ปุ่นยังยึดพื้นฐานการต่อต้านสงครามอยู่ในปรัชญาชาติของตน แต่ก็ได้เข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกาในสนธิสัญญาความมั่นคงแบบทวิภาคี มีการตั้งกองกำลังตำรวจแห่งชาติ และตั้งหน่วยงานป้องกันตนเอง ประกอบด้วยกองกำลังป้องกันตนเองทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ มาตรา 9 นี้ได้ถูกตีความโดยรัฐบาลญี่ปุ่นคณะต่าง ๆ ในระยะต่อมา ว่าเป็นการห้ามมิให้มีการติดอาวุธเชิงรุกแต่สามารถติดอาวุธเชิงรับได้

Peace Policy : Kellogg-Briand Pact

นโยบายสันติภาพ : กติกาสัญญาเคลลอกก์ - บริอังด์

เป็นสนธิสัญญาแบบทั่ว ๆ ไป ซึ่งลงนามกันเมื่อปี ค.ศ. 1928 และเกือบจะทุกชาติได้ให้สัตยาบัน เป็นสนธิสัญญาที่ต้องการให้ถือว่าการใช้สงครามเป็นเครื่องมือของนโยบายแห่งชาตินั้นเป็นการผิดกฎหมาย ชื่อเป็นทางการของสนธิสัญญานี้ ก็คือ "สนธิสัญญาทั่วไปว่าด้วยการงดเว้นการทำสงคราม" หรือเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า "กติกาสัญญากรุงปารีส" ผู้ร่างสนธิสัญญาฉบับนี้ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ นายแฟรงก์ บี. เคลลอกก์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศศ นายอครีดิด บริอังด์ มีมาตราสำคัญอยู่ 2 มาตรา คือ มาตราแรก กำหนดให้ประเทศผู้ลงนามในกติกาสัญญานี้ประณามการใช้สงครามเพื่อแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศ และให้เลิกใช้สงครามเป็นเครื่องมือของนโยบายแห่งชาติในความสัมพันธ์กับรัฐอื่น " และมาตราที่ 2 ก็มีข้อกำหนดไว้ว่า "การแก้ไข หรือการขจัดข้อพิพาทหรือความขัดแย้งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะมีลักษณะใด หรือมีต้นกำเนิดมาจากอะไร...จะต้องไม่ทำโดยวิธีอื่นนอกเสียจากโดยวิธีสันติวิธี" อย่างไรก็ดี ในการให้สัตยาบันกติกาสัญญานี้ มีหลายชาติได้พ่วงข้อสงวนสิทธิ์ของตนไว้ว่าให้หมายถึงเฉพาะปฏิบัติการทางทหารในเชิงรุกเท่านั้น มิได้หมายรวมถึงปฏิบัติการทางทหารในเชิงรับ ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาได้กำหนดไว้ในข้อสงวนสิทธิ์ของตนว่า กติกาสัญญานี้มิได้ทำลายสิทธิ์ของการป้องกันตนเอง รวมถึงนำหลักนิยมมอนโรมาใช้บังคับ และทั้งมิได้ผูกมัดให้ชาติใด ๆ ต้องร่วมลงโทษต่อผู้รุกรานด้วย

ความสำคัญ กติกาสัญญาเคลลอกก์ - บริอังด์นี้ เป็นหนึ่งในความพยายามที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ระบบรักษาสันติภาพของสันนิบาตชาติใน 2 วิธีด้วยกัน คือ (1) เป็นการให้โอกาสแก่สหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่ยอมเข้าร่วมในสันนิบาตชาติได้มีส่วนร่วมในการประณามการทำสงครามด้วย และ(2) เป็นการอุดช่องว่างในระบบความมั่นคงของสันนิบาตชาติที่ในกติกาสันนิบาตชาติได้อนุญาตให้รัฐต่าง ๆ ทำสงครามได้ภายใต้สภาพแวดล้อมบางอย่าง อย่างไรก็ดี ด้วยเหตุที่มีการสงวนสิทธิ์เป็นเงื่อนไขในการให้สัตยาบัน ข้อห้ามที่กำหนดไว้เพื่อให้รัฐต่าง ๆ ปฏิบัตินั้นก็เท่ากับว่าได้ถูกลบล้างไปด้วย และด้วยเหตุที่รัฐต่าง ๆ เมื่อทำสงครามก็มักจะอ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตนเองทั้งนั้น และก็เนื่องจากไม่มีคำนิยามให้ไว้ในกติกาสัญญาที่ระบุถึงข้อแตกต่างระหว่างสงครามรุกรานกับสงครามป้องกันตนเองเช่นนี้ ทำให้กติกาสัญญาฉบับนี้มีผลเพียงเล็กน้อยที่จะยับยั้งมิให้มีการใช้สงครามเป็นเครื่องมือในนโยบายของรัฐ ยกตัวอย่างเช่น สถานการณ์ทางพรมแดนญี่ปุ่นได้ใช้เป็นเหตุบุกโจมตีจีนเมื่อ ค.ศ. 1931 และ ค.ศ. 1937 ส่วนทางด้านอิตาลีก็ได้บุกเข้าไปในเอธิโอเปียเมื่อ ค.ศ. 1935 ในทั้งสองกรณีนี้ฝ่ายที่โจมตีต่างก็อ้างว่าทำไปเพื่อป้องกันตนเอง อย่างไรก็ดี การละเมิดกติกาสัญญากรุงปารีสนี้ ได้ถูกนำไปเป็นข้อกล่าวหาอย่างหนึ่งต่อเหล่าอาชญากรสงครามนาซีและญี่ปุ่น ที่ทำการตัดสินโดยศาลพันธมิตร ณ เมืองนูเรมเบิร์ก ประเทศเยอรมนี และ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
========================

·         มีใครมองหาอีบุ๊กเกี่ยวกับสงครามและนโยบายทางการทหารบ้างไหม?

·         ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

·         พจนานุกรมศัพท์สงครามและนโยบายทางการทหาร


Peace Policy : Peaceful Coexistence

นโยบายสันติภาพ : การอยู่ร่วมกันโดยสันติ

เป็นการนำลัทธิเลนินมาตีความเสียใหม่ โดยปฏิเสธความในลัทธิเลนินที่บอกว่าสงครามระหว่างรัฐฝ่ายตะวันตกชั้นแนวหน้ากับรัฐฝ่ายคอมมิวนิสต์มิอาจหลีกเลี่ยงได้ หลักการอยู่ร่วมกันโดยสันติของคอมมิวนิสต์นี้ ผู้นำมาประกาศคือ ประธานาธิบดี นิกิตา ครุชชอฟ แห่งสหภาพโซเวียต ต่อที่ประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 20 เมื่อปี ค.ศ. 1956 หลักการใหม่ซึ่งใช้เป็นรากฐานของนโยบายโซเวียตนี้ ได้เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหลีกเลี่ยงสงครามนิวเคลียร์ และให้งดเว้นจากการส่งออกเพื่อทำการปฏิวัติหรือต่อต้านการปฏิวัตินั้นด้วย ประธานาธิบดี ครุชชอฟ บอกว่า การแข่งขันระหว่างรัฐต่าง ๆ ที่มีระบบสังคมแตกต่างกันนี้ สามารถดำเนินการต่อไปได้ในด้านต่าง ๆ โดยไม่เกี่ยวกับการทหารทั้งปวง จนกว่าลัทธิคอมมิวนิสต์จะได้พิสูจน์ตนเองว่ามีความเหนือกว่าและสามารถทำลายล้างลัทธิทุนนิยมให้สิ้นซากได้แล้วเท่านั้น

ความสำคัญ หลักการอยู่ร่วมกันโดยสันตินี้ เป็นการส่อถึงการยอมรับถึงภัยคุกคามจากการใช้อาวุธนิวเคลียร์ทำลายล้างซึ่งกันและกัน และเป็นการนำยุทธวิธีใหม่มาใช้เพื่อเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ดี หลักการนี้มิได้สนับสนุน "สันตินิยม" ทั้งนี้เพราะได้มีการกำหนดให้คนพื้นเมือง "ทำสงครามยุติธรรม" คือสงครามปลดปล่อยเพื่อใช้เป็นหนทางบรรลุถึงเป้าหมายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในดินแดนที่กำลังพัฒนาของโลกได้ สิทธิในการ "ส่งออก" กลุ่มปฏิวัติเพื่อคานอำนาจกับการสนับสนุนของพวกทุนนิยมต่อรัฐบาลปฏิกิริยาที่มวลชนต่อต้านนั้น เป็นส่วนหนึ่งในหลักการใหม่ของสหภาพโซเวียตที่ว่านี้ แนวความคิดหลายอย่างที่ปรากฎอยู่ในหลักการนี้ เป็นหลักการที่ได้จากการตีความลัทธิคอมมิวนิสต์ของเลนินและสตาลินใหม่นั่นเอง แต่ที่มาเน้นในเรื่องให้หลีกเลี่ยงการทำสงครามใหญ่กับฝ่ายตะวันตกนี้ ก็มีรากฐานมาจากการประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริงถึงอันตรายของสงครามนิวเคลียร์ ถึงแม้ว่าพวกผู้นำจีนเมื่อทศวรรษหลังปี ค.ศ.1950 และเมื่อทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1960 จะได้ประณามหลักการอยู่ร่วมกันโดยสันตินี้ โดยได้กล่าวหาว่าเป็นการปฏิเสธหลักการของลัทธิมาร์กซิสต์และลัทธิเลนิน และบอกว่าเป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงความขี้ขลาดตาขาวของพวกผู้นำโซเวียต แต่พอครั้นถึงช่วงทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1970 พวกผู้นำจีนเองก็ได้หันมายอมรับหลักการอยู่ร่วมกันโดยสันตินี้เป็นรากฐานสำหรับการคลายความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันรัฐมหาอำนาจนิวเคลียร์ทั้งปวงได้ยอมรับถึงความจำเป็นในการหลีกเลี่ยงความพินาศย่อยยับจากการทำสงครามนิวเคลียร์ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้เสริมสร้างขีดความสามารถของตนทั้งในสงครามนิวเคลียร์และในสงครามตามแบบอยู่อย่างต่อเนื่อง

Peace Policy : Reparations

นโยบายสันติภาพ : การชดใช้ค่าเสียหาย, ค่าปฏิกรรม

การชดใช้ที่รัฐผู้ชนะเรียกร้องจากรัฐผู้แพ้ เพื่อชดใช้กับความผิดที่กระทำโดยรัฐผู้แพ้นั้นในช่วงก่อนหรือในระหว่างการสู้รบ การชดใช้ค่าเสียหายนี้ มักจะกระทำในรูปของสินค้าที่นำไปจากดินแดนของชาติผู้แพ้นั้น เพื่อชดเชยกับสินค้าที่ได้ถูกทำลายในระหว่างสงคราม แต่ก็อาจจะมีการชดใช้ค่าเสียหายในรูปของการจ่ายเป็นเงินก็ได้

ความสำคัญ การชดใช้ค่าเสียหายนี้ เป็นทั้งการลงโทษต่อรัฐผู้แพ้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดศักยภาพในการทำสงครามลงชั่วระยะเวลาหนึ่ง และเป็นการช่วยเหลือแก่รัฐผู้ชนะในการบูรณะประเทศด้วย เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งยุติลงแล้วนั้น ฝ่ายพันธมิตรในยุโรปโดยการนำของฝรั่งเศส ได้เรียกร้องค่าเสียหายอย่างมากจากเยอรมนี เพื่อนำไปใช้เป็นค่าปฏิกรรมสงคราม รวมตลอดไปจนถึงเป็นเงินบำนาญสำหรับผู้ทุพพลภาพจากสงครามคราวนี้ด้วย ในกรณีที่เยอรมนีไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายครั้งนี้ทางฝ่ายพันธมิตรมีสิทธิที่จะส่งกองทัพเข้าไปลงโทษเยอรมนีได้ เยอรมนีได้จ่ายค่าเสียหายนี้ซึ่งแต่แรกก็มากแต่ต่อมาจ่ายน้อยลงเรื่อย ๆ จนถึง ค.ศ. 1931 ได้เกิดภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจทั่วโลก เยอรมนีจึงได้เลิกจ่ายหนี้ค่าปฏิกรรมสงครามเสียทั้งหมด เมื่อตอนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหภาพโซเวียตได้ดำเนินการยึดสินค้าและอุปกรณ์ทางอุตสาหกรรมในประเทศต่าง ๆ ที่กองทัพแดงเข้ายึดครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยอรมนีและในแมนจูเรีย ค่าเสียหายเฉพาะที่สหภาพโซเวียตนำไปจากเยอรมนีแห่งเดียวมีมูลค่าถึง 28 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

War

สงคราม

การสู้รบระหว่างรัฐ หรือการสู้รบภายในรัฐ หรือภายในดินแดนเดียวกัน ที่ดำเนินการโดยใช้กองทัพ ในแง่ของกฎหมายนั้น สถานะสงครามเกิดขึ้นเมื่อรัฐสองรัฐหรือมากกว่าได้ประกาศเป็นทางการว่าสภาวะการสู้รบได้เกิดขึ้นระหว่างกันแล้ว นอกเหนือจากที่กล่าวนี้แล้ว นักกฎหมายระหว่างประเทศยังมีความเห็นขัดกันอยู่เกี่ยวกับเรื่องของเงื่อนไข จุดมุ่งหมาย หรือปฏิบัติการต่าง ๆ ที่จะประกอบเป็นสงครามตามนิยามในทางกฎหมาย อย่างไรก็ดี ในทางพฤตินัยนั้น สงครามถือว่าได้เกิดขึ้นเมื่อกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นมากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ดำเนินการใช้กำลังกับอีกกลุ่มหนึ่ง ส่วนระดับของการสู้รบนั้นก็มีตั้งแต่สงครามเบ็ดเสร็จซึ่งมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ อาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ และอาวุธที่แผ่อำนาจทำลายจำนวนมหาศาล จนกระทั่งถึงสงครามจำกัดโดยมีการใช้เฉพาะกองกำลังทางบก ทางเรือ และทางอากาศตามแบบ สำหรับจุดมุ่งหมายของสงครามนั้น ก็จะมีตั้งแต่เพื่อทำลายล้างรัฐหรือกลุ่มรัฐแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จนถึงที่มีวัตถุประสงค์จำกัด อย่างเช่น เพื่อยึดรักษาดินแดนบางส่วนหรือเพื่อกำหนดเส้นพรมแดนเสียใหม่ เป็นต้น การสู้รบกันนี้อาจจะกระทำโดยกองทัพที่มีการจัดตั้งอย่างดี หรือโดยกลุ่มกองโจรที่ปฏิบัติการอยู่ในชนบท ส่วนสาเหตุของสงครามนั้นก็มีมากมายหลายประการและมีความสลับซับซ้อนมาก แต่ที่ไม่มีใครโต้แย้งได้ก็คือมีปัจจัยทางการเมือง ปัจจัยทางอุดมการณ์ ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ปัจจัยทางศาสนา และปัจจัยทางจิตวิทยา กฎหมายระหว่าประเทศมีข้อกำหนดไว้ว่า พฤติกรรมของคู่สงครามในระหว่างเกิดสงคราม จะถูกควบคุมโดยกฎเกณฑ์การทำสงคราม ที่ได้พัฒนามาจากจารีตประเพณีและสนธิสัญญาพหุภาคีแบบกว้าง ๆ

ความสำคัญ ในทางประวัติศาสตร์ กฎหมายระหว่างประเทศได้ยอมรับว่าการทำสงครามเป็นหน้าที่ปกติ อย่างหนึ่งของรัฐอธิปไตย ที่นำมาปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์แห่งชาติ แต่ในยุคใหม่นี้ได้มีความ พยายามที่จะขัดขวางมิให้ชาติต่าง ๆ ทำสงครามกัน และให้แสดงพฤติกรรมแบบผู้มีอารยธรรมในขณะที่มีการรบกันนั้นด้วย โดยได้มีการเริ่มต้นเรื่องนี้ขึ้นในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19 เรื่อยมา โดยกระทำผ่านทางการประชุมในระดับพหุภาคีหลายต่อหลายครั้ง ข้อห้ามที่มิให้มีการใช้สงครามหรือเทคนิควิธีในการสงครามซึ่งปรากฏอยู่ในอนุสัญญาต่าง ๆ ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั้น ต่อมาก็ได้กลายเป็นข้อห้ามต่าง ๆ ที่ได้ประชุมตกลงกัน ณ กรุงเฮกเมื่อปี ค.ศ. 1899 และปี ค.ศ. 1907 และข้อกำหนดเหล่านี้เป็นการสร้างระบบสันนิบาตชาติขึ้นมา และในที่สุดก็เป็นสิ่งมีคุณูปการต่อการพัฒนาเป็นสหประชาชาติในเวลาต่อมา สหประชาชาตินี้ได้จัดตั้งกันขึ้นมาเพื่อดำรงสันติภาพ โดยวิธีการที่เกี่ยวโยงสอดประสานซึ่งกันและกันสามวิธีดังต่อไปนี้คือ(1) ให้มีการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี (2) ให้มีระบบความมั่นคงร่วมกันเพื่อใช้กับประเทศผู้รุกราน และ(3) ให้มีการสร้างระเบียบแก่โลกโดยใช้โครงการทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และทางมนุษยธรรม ถึงแม้ว่าจะไม่มีสงครามโลกเกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945 เป็นต้นมา แต่ก็มีสงครามใหญ่ ๆ เกิดขึ้นมากกว่า 40 สงคราม นับตั้งแต่สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม เรื่อยไปจนถึงการปฏิวัติภายในหมู่ประเทศโลกที่สามอีกหลายประเทศ ส่วนสงครามระหว่างมหาอำนาจก็ได้เบี่ยงเบนไปจากสงครามแบบเดิม ๆ โดยได้มีการพัฒนาอาวุธ ที่มีอำนาจทำลายล้างมาก ๆ ซึ่งสามารถนำมาใช้ทำลายซึ่งกันและกันได้ไม่ว่ารัฐนั้นจะเป็นฝ่ายโจมตีหรือจะเป็นฝ่ายถูกโจมตีก็ตาม