Google

Sunday, October 18, 2009

Alliance : North Atlantic Treaty

ความเป็นพันธมิตร : สนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ

สนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน ซึ่งได้มีการลงนามกันเมื่อวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1949 กำหนดให้มีสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคแอตแลนติกเหนือโดยการป้องกันร่วมกัน ประเทศภาคีสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือมีทั้งหมด 16 ชาติ เป็นประเทศภาคีแรกตั้งจำนวน 12 ชาติ(คือ เบลเยียม อังกฤษ แคนาดา เดนมาร์ก ฝรั่งเศส ไอซ์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปรตุเกส และสหรัฐอเมริกา) และอีก 4 ชาติได้เข้ามาให้สัตยาบันในเวลาต่อมา(คือ กรีซและตุรกี เมื่อปี ค.ศ. 1952 เยอรมนีตะวันตกเมื่อปี ค.ศ. 1955 และสเปนเมื่อปี ค.ศ.1982) เพื่อให้ข้อกำหนดในสนธิสัญญาเป็นจริงขึ้นมา ก็ได้มีการสร้างโครงสร้างทางการทหาร-การเมือง-การบริหารขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ให้มีขอบข่ายกว้างขวางมากยิ่งขึ้น องค์การหลัก ๆ ของนาโตประกอบด้วย (1) คณะมนตรีแอตแลนติกเหนือ ซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งจะเป็นผู้ตัดสินใจในปัญหานโยบายทางการเมือง - การทหารที่สำคัญ ๆ (2) กรรมาธิการการทหาร ประกอบด้วยค้วยคณะเสนาธิการทหารของประเทศสมาชิก ซึ่งจะเป็นผู้ร่างนโยบายยุทธศาสตร์ทางทหารให้คณะมนตรีความมั่นคงได้พิจารณาอีกทีหนึ่ง และ (3) คณะเลขาธิการ ซึ่งมีเลขาธิการเป็นหัวหน้า สำหรับหัวใจของสนธิสัญญาฉบับนี้อยู่ที่มาตรา 5 ซึ่งระบุไว้ว่า "ภาคีสมาชิกทั้งหลายตกลงกันว่า การโจมตีทางทหารต่อประเทศภาคีหนึ่งหรือมากกว่าในทวีปยุโรป หรือในทวีปอเมริกา ให้ถือว่าเป็นการโจมตีต่อประเทศสมาชิกทั้งปวง และ…ภาคีแต่ละชาติ...จะช่วยภาคีหรือภาคีทั้งหลายเมื่อถูกโจมตี" นับแต่ปี ค.ศ. 1969 เป็นต้นมา มาตรา 13 ของสนธิสัญญานี้ได้อนุญาตให้ภาคีสมาชิกที่ลงนามแล้วใด ๆ "ยุติเป็นภาคีได้หลังจากที่ได้แจ้งว่าจะเลิกเป็นภาคีภายใน 1 ปี" อย่างไรก็ดี ยังไม่มีภาคีสมาชิกชาติใดได้เลิกเป็นภาคีสนธิสัญญาฉบับนี้เลย

ความสำคัญ สนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือนี้ ได้ทำหน้าที่เป็นข้อตกลงความเป็นพันธมิตรทางทหารขั้นพื้นฐานของกลุ่มประเทศตะวันตก เพื่อใช้เผชิญกับภัยคุกคามจากการรุกรานทางทหารของสหภาพโซเวียตในยุโรปตะวันตกและทวีปอเมริกาเหนือ สำหรับในส่วนของสหรัฐอเมริกานั้น สนธิสัญญาฉบับนี้ เป็นการแสดงออกถึงการละทิ้งนโยบายของสหรัฐฯในอดีตที่ไม่ต้องการเป็นพันธมิตรทางทหารในยามสงบกับใคร ถึงแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าโซเวียตมีแผนโจมตีทางทหารต่อดินแดนแอตแลนติกเหนือ แต่สนธิสัญญาฉบับนี้ก็ถือได้ว่าเป็นผลิตผลของความหวาดหวั่นพรั่นพรึงที่มีอยู่ในหมู่ประเทศภาคีว่าการโจมตีดังว่านั้นอาจจะเกิดขึ้นจริง ๆ ก็ได้ ถึงแม้ว่าประเทศภาคีแห่งสนธิสัญญาจะถือว่าสนธิสัญญาฉบับนี้เป็นข้อตกลงเป็นพันธมิตรกันในเชิงรับ แต่ทว่ากลุ่มประเทศในค่ายโซเวียตในยุโรปตะวันออกกลับเห็นไปว่า สนธิสัญญาฉบับนี้เป็นการคุกคามในเชิงรุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เยอรมนีตะวันตกได้เข้าร่วมเป็นภาคีของนาโตนี้แล้ว เพื่อเป็นการถ่วงดุลต่อสนธิสัญญาฉบับนี้และต่อองค์การนาโต กลุ่มรัฐที่ปกครองตามระบอบคอมมิวนิสต์ ก็ได้ลงนามกันในกติกาสัญญาวอร์ซอเมื่อปี ค.ศ. 1955 และก็ได้จัดตั้งองค์การสนธิสัญญาวอร์ซอ (ดับเบิลยูทีโอ) ขึ้นมาอีกด้วย การท้าทายที่สำคัญต่อแนวความคิดในการสร้างเอกภาพให้เกิดขึ้นในสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ กลับเกิดมาจากภายในหมู่ภาคีขององค์การนาโตนี้เอง โดยมีสาเหตุมาจากการแข่งขันเพื่อความเป็นผู้นำระหว่างฝรั่งเศสกับสหรัฐอเมริกา การแข่งขันกันนี้ได้นำไปสู่การออกจากองค์การนาโตของฝรั่งเศสโดยที่ยังคงให้ความเคารพต่อสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือและให้ความร่วมมือกับภาคีสมาชิกอื่น ๆ ขององค์การนาโตในเรื่องนโยบายทางการทหารต่อไป

Alliance: Rio Treaty (Inter-American Treaty of Reciprocal Assistance)

ความเป็นพันธมิตร : สนธิสัญญาริโอ (สนธิสัญญาให้ความช่วยเหลือกันระหว่างรัฐในทวีปอเมริกา)

กติกาสัญญาป้องกันในระดับภูมิภาค ลงนามกันที่เมือง ริโอ เดอ จาไนโร เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1947 กำหนดให้มีระบบความมั่นคงร่วมกัน เพื่อต้านทานปฏิบัติการรุกรานที่จะมีมาในซีกโลกตะวันตก ประเทศภาคีของสนธิสัญญาประกอบด้วยสาธารณรัฐต่าง ๆ ในทวีปอเมริกาจำนวน 21 สาธารณรัฐด้วยกัน แต่ต่อมามีสาธารณรัฐหนึ่ง คือ รัฐบาลคัสโตรของคิวบา ได้ถูกกีดกันออกไปมิให้เข้าร่วมอยู่ในระบบป้องกันระหว่างรัฐในทวีปอเมริกานี้ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 เป็นต้นมา ในการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของสนธิสัญญานี้นั้น ก็ให้ดำเนินการโดยผ่านทางการประชุมระหว่างรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศขององค์การรัฐต่าง ๆ ในทวีปอเมริกา (โอเอเอส) หรือที่ในบทเฉพาะกาลกำหนดให้ดำเนินการโดยคณะมนตรีขององค์การโอเอเอส สนธิสัญญานี้ใช้บังคับทั่วพื้นที่ในซีกโลกตะวันตก คือครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ขั้วโลกเหนือจนจรดขั้วโลกใต้ และมีขอบเขตในการดำเนินการ คือ ต่อต้านการรุกรานโดยอ้อมกล่าวคือ "ที่มิใช่เป็นการโจมตีด้วยอาวุธ" รวมทั้งการโจมตีโดยตรง ที่กระทำต่อรัฐใดรัฐหนึ่งในทวีปอเมริกา ในกรณีที่เป็นการโจมตีโดยตรงนั้น ภาคีสมาชิกแต่ละประเทศตกลงที่จะปฏิบัติการต่อต้านผู้รุกราน และให้ภาคคีสมาชิกแต่ละประเทศตัดสินใจเองว่าจะใช้วิธีการตอบโต้อย่างไร จนกว่าจะได้มีการตกลงร่วมกันในมาตรการต่าง ๆ ที่จะใช้ร่วมกัน ส่วนในกรณีที่เป็นการรุกรานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการโจมตีโดยตรง ตัวอย่างเช่น รัฐหนึ่งให้การสนับสนุนการปฏิวัติในอีกรัฐหนึ่ง กรณีเช่นนี้ก็ให้ภาคีสมาชิกปรึกษาหารือกันเท่านั้น แต่เมื่อจะมีการใช้มาตรการบังคับต่าง ๆ นับแต่มาตรการทางการทูตและทางการเศรษฐกิจจนถึงมาตรการทางการทหาร ก็จะต้องมีเสียงสนับสนุนสองในสามของมวลภาคีสมาชิกของสนธิสัญญาพันธมิตรฉบับนี้

ความสำคัญ สนธิสัญญาริโอ ถือว่าเป็นจุดสุดยอดของความพยายามกว่าครึ่งศตวรรษที่จะให้มีข้อตกลง ในการร่วมมือกันป้องกันของซีกโลกตะวันตกนี้ และก็เป็นการสร้างระบบพหุภาคีในการคัดค้านการแทรกแซงของต่างชาติที่สหรัฐฯ ได้ริเริ่มประกาศไว้ในลัทธิมอนโรเมื่อปี ค.ศ. 1823 สนธิสัญญาริโอนี้เป็นกติกาสัญญาความมั่นคงทั่ว ๆ ไปฉบับแรกที่สหรัฐฯเข้าร่วมลงนามด้วย และข้อผูกมัดหรือพันธกรณีขั้นพื้นฐานของสนธิสัญญานี้ที่ระบุไว้ว่า "การโจมตีทางทหารโดยรัฐหนึ่งรัฐใดต่อรัฐหนึ่งรัฐใดในทวีปอเมริกานี้ ให้ถือว่าเป็นการโจมตีต่อทุกรัฐ" นี่ก็ได้กลายเป็นแม่แบบสำหรับสนธิสัญญานาโตและสนธิสัญญาซีโต การคุกคามภายในต่อความมั่นคงของรัฐต่าง ๆ ในแถบละตินอเมริกา มีแนวโน้มว่าจะเป็นปัญหารีบด่วนในทศวรรษหลังปี ค.ศ.1980 ยิ่งเสียกว่าความน่าจะเป็นไปได้ว่าจะถูกโจมตีจากมหาอำนาจภายนอกทวีปแห่งนี้ สนธิสัญญานี้ได้นำกลับมาใช้เพื่อต่อต้านการคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์สากล เช่น ในกรณีของรัฐบาลคัสโตรแห่งคิวบาเมื่อปี ค.ศ. 1962 และกรณีเกิดปฏิวัติในโดมินิกันเมื่อปี ค.ศ. 1965 การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการร่วมมือกันตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลคิวบา ได้นำมาใช้ดำเนินการกับประเทศคิวบา ตลอดจนกองกำลังสันติภาพระหว่างรัฐในทวีปอเมริกาที่ได้สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษนั้น ก็ได้ใช้เป็นช่องทางเพื่อร่วมกันเข้าแทรกแซงในสาธารณรัฐโดมินิกัน ปัญหาสำคัญในการใช้สนธิสัญญาริโอนี้กับการปฏิวัติ สงครามกลางเมือง และการบ่อนทำลาย ในประเทศภาคีต่าง ๆ ก็คือ กลัวว่าอาจจะเกิดปัญหาเก่าเกี่ยวกับลัทธิ "การแทรกแซงของพวกแยงกี้" มาอีก และอาจจะไปปิดกั้นการปฏิวัติทางสังคมที่เป็นสิ่งสำคัญต่อการนำไปสู่ความทันสมัยด้วยก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศภาคีสมาชิกส่วนใหญ่ต่างก็ไม่ให้การสนับสนุนต่อปฏิบัติการของสหรัฐอเมริกาในเกรนาดา (ปี ค.ศ. 1983) และในนิคารากัว ดังนั้นจึงไม่มีการเรียกร้องให้มีการใช้สนธิสัญญาฉบับนี้ และแม้แต่องค์การโอเอเอสเองก็มิได้ปฏิบัติการร่วมแต่อย่างใด นอกจากนี้แล้ว ในสงครามฟอล์กแลนด์ (มัลวินัส) เมื่อปี ค.ศ.1982 ระหว่างอังกฤษกับอาร์เจนตินา ก็มิได้มีการปฏิบัติการใด ๆ จากฝ่ายองค์การโอเอเอสอีกเช่นเดียวกัน

=============================

·       🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket


Alliance : Southeast Asia Collective Defense Treaty

ความเป็นพันธมิตร:สนธิสัญญาป้องกันร่วมกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กติกาสัญญาความมั่นคงร่วมกัน ที่ได้ลงนามที่กรุงมะนิลาเมื่อ ค.ศ. 1954 ซึ่งเรียกร้องให้ประเทศผู้ลงนามได้ปรึกษาหารือกันและเผชิญอันตรายร่วมกันที่สอดคล้องกับกระบวนการทางรัฐธรรมนูญของประเทศผู้ลงนามนั้น ๆ สนธิสัญญาฉบับนี้ให้ใช้ได้ทั้งกับการรุกรานจากภายนอกและการบ่อนทำลายภายในประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ ประเทศภาคีของสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ได้แก่ ออสเตรเลีย อังกฤษ ฝรั่งเศส นิงซีแลนด์ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ ไทย และสหรัฐอเมริกา และเพื่อให้หลักประกันของสนธิสัญญานี้เป็นจริงขึ้นมา เมื่อปี ค.ศ. 1955 ประเทศผู้ลงนามทั้งหลายก็ได้สถาปนาองค์การสนธิสัญญาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(ซีโต)ขึ้นมา ให้ทำงานผ่านทางคณะมนตรีและสำนักเลขาธิการ ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่สำนักงานใหญ่ขององค์การที่กรุงเทพฯ เมื่อปี ค.ศ. 1977 องค์การซีโตได้สลายตัวไปแล้ว แต่สนธิสัญญาป้องกันร่วมกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีผลบังคับอยู่ต่อไป ในพิธีสารพิเศษของสนธิสัญญานี้ ได้กำหนดให้ขยายพื้นที่ความมั่นคงออกไปให้ครอบคลุมถึงกัมพูขา ลาว และเวียตนามใต้ แต่สนธิสัญญานี้ไม่ได้รวมเอาฮ่องกง เกาหลีใต้ และไต้หวันเข้ามาอยู้ด้วย เพราะผู้ลงนามในทวีปเอเชียไม่ประสงค์จะไปรับผิดชอบในการป้องกันสามประเทศหลังนี้

ความสำคัญ สนธิสัญญาป้องกันร่วมกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งต้องการจะให้เลียนแบบจากสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ(นาโต)มาเป็นฉบับเอเชีย ได้ลงนามกันโดยการนำของสหรัฐอเมริกา เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบพันธมิตรทั่วโลก ที่จะปิดกั้นลัทธิคอมมิวนิสต์ให้จำกัดอยู่เฉพาะในพรมแดนของประเทศที่มีการปกครองตามระบอบบนี้ไม่ขยายออกไปสู่ประเทศอื่น ถึงแม้ว่าประเทศที่มิได้มีการปกครองตามระบอบคอมมิวนิสต์ทั้งในเขตเอเชียใต้และเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกประเทศจะได้รับเชิญให้เข้าร่วมในสนธิสัญญานี้ แต่ก็มีเพียงชาติที่พึ่งพาความช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากสหรัฐอเมริกาในเวลานั้นเท่านั้น คือ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ และไทย ที่เข้ามาเป็นภาคีของสนธิสัญญานี้ ต่อมาพลังแตกแยกที่เคยสร้างความอ่อนแอให้แก่องค์การนาโต ก็ได้มาสร้างความอ่อนแอให้แก่พันธมิตรของสนธิสัญญาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวคือ สหรัฐอเมริกาได้ให้ความช่วยเหลือแก่อินเดียสร้างความไม่พอใจให้แก่ฝ่ายปากีสถาน ส่วนฝรั่งเศสได้เรียกร้องให้ดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเขตเป็นกลางนั้นก็เป็นเหตุให้เกิดการไม่ลงรอยกันในหมู่พันธมิตร นอกจากนั้นแล้ว อังกฤษ ฝรั่งเศส และปากีสถานได้ปฏิเสธที่จะให้การสนับสนุนการดำเนินงานของสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียตนาม และประเทศผู้ลงนามอื่น ๆ พยายามออกค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด ทำให้ภาระในการรักษาความมั่นคงในเอเชียส่วนใหญ่ตกอยู่กับสหรัฐอเมริกา

Alliance : Warsaw Pact

ความเป็นพันธมิตร : กติกาสัญญาวอร์ซอ

สนธิสัญญาการให้ความช่วยเหลือร่วมกันในยุโรปตะวันออกในระยะเวลา 20 ปี ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาโดยกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์เมื่อ ค.ศ. 1955 ภาคีสมาชิกเริ่มแรกของกติกาสัญญาวอร์ซอ ประกอบด้วย แอลเบเนีย บัลแกเรีย เชโกสโลวะเกีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน ฮังการี โปแลนด์โรมาเนีย และสหภาพโซเวียต สนธิสัญญาว่าด้วย "มิตรภาพความร่วมมือ และความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน" ฉบับนี้ได้สร้างเอกภาพในสายการบังคับบัญชาทหารกองทัพต่าง ๆ ของประเทศภาคีสมาชิก 8 ประเทศ โดยมีกองบัญชาการอยู่ที่กรุงมอสโก กำหนดให้ภาคีสมาชิกแต่ละประเทศให้ความช่วยเหลือในทันทีและในทุกวิถีทางที่เห็นว่ามีความจำเป็น รวมทั้งการใช้กำลังรบเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ภาคีสมาชิกใด ๆ ที่ถูกโจมตีในยุโรปตะวันออก

ความสำคัญ กติกาสัญญาวอร์ซอ เป็นปฏิกิริยาของสหภาพโซเวียต ต่อการจัดตั้งสหภาพยุโรปตะวันตก และการตัดสินใจอนุญาตให้เยอรมนีตะวันตกเริ่มมีกำลังรบได้อีก และยอมให้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกของนาโตด้วย กติกาสัญญาวอร์ซอนี้ ได้ใช้เป็นรากฐานในการสถาปนาองค์การสนธิสัญญาวอร์ซอ (ดับเบิลยูทีโอ) โดยให้มีโครงสร้างทางการทหาร-การเมืองสามารถทำหน้าที่คานอำนาจนาโตได้ เนื้อหาของกติกาสัญญาวอร์ซอนี้ มีถ้อยคำสำนวนเกือบจะเป็นการลอกเลียนแบบบทบัญญัติของสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังมีข้อกำหนดให้ประเทศภาคีสมาชิกกติกาสัญญาวอร์ซอมีพันธกรณีที่จะต้องร่วมกันยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ของสังคมนิยมด้วย อย่างไรก็ดี ว่าโดยพื้นฐานแล้ว กติกาสัญญาวอร์ซอได้สร้างโครงสร้างทางการเมืองและการทหารที่มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะรูปแบบแต่มิได้มีการเปลี่ยนแปลงสารัตถะของนโยบายครองความเป็นใหญ่ของสหภาพโซเวียตในยุโรปตะวันออกแต่อย่างใด นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1962 เป็นต้นมา แอลเบเนียมิได้เข้าร่วมในการตัดสินใจหรือเข้าร่วมการดำเนินการภายใต้กติกาสัญญาวอร์ซอนี้

=========================

·         มีใครมองหาอีบุ๊กเกี่ยวกับสงครามและนโยบายทางการทหารบ้างไหม?

·         ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

·         พจนานุกรมศัพท์สงครามและนโยบายทางการทหาร


Limited War

สงครามจำกัด

การขัดแย้งกันด้วยอาวุธ โดยทำการสู้รบกันเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายโดยไม่คำนึงถึงการทำลายศัตรูแบบเบ็ดเสร็จ และให้ศัตรูยอมแพ้โดยปราศจากเงื่อนไข สงครามจำกัดนี้ อาจจะมีการจำกัดในระดับของอานุภาพการทำลายที่ใช้ จำนวนของผู้มีส่วนร่วม ดินแดนที่เกี่ยวข้อง และการใช้ข้อพิจารณาทางการเมืองแทนยุทธศาสตร์ทางทหาร โดยใช้แต่เพียงอย่างเดียวหรือทั้งสองอย่างควบคู่กันไป สถานการณ์ของสงครามจำกัดนี้ อาจมีลักษณะดังต่อไปนี้ (1) เป็นการขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจนิวเคลียร์ ที่แต่ละฝ่ายมิได้ใช้อาวุธทำลายขนาดใหญ่และไม่ทำการโจมตีศูนย์กลางประชาชนของอีกฝ่ายหนึ่ง (2) เป็นการขัดแย้งระหว่างรัฐเล็ก ๆ ที่ไม่มีการแทรกแซงจากมหาอำนาจ (3) เป็นการขัดแย้งระหว่างรัฐเล็ก ๆ ที่ได้รับการช่วยเหลือโดยตรงหรือโดยอ้อมจากมหาอำนาจนิวเคลียร์ ทำการสู้รบกันภายในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่จำกัด และโดยที่มิได้มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์หรืออาวุธปรมาณู (4) เป็นปฏิบัติการทางทหารที่มหาอำนาจนิวเคลียร์ใช้กับรัฐเล็ก ๆ โดยมิได้มีการแทรกแซงจากมหาอำนาจอื่น ๆ (5) เป็นการก่อจลาจลขึ้นภายในประเทศเพื่อต่อต้านมหาอำนาจเจ้าอาณานิคมหรือรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้น โดยที่ทั้งสองฝ่ายใช้อาวุธตามแบบ และได้รับการสนับสนุนด้านการส่งกำลังบำรุงหรือด้านกำลังพล หรือทั้งสองประการจากมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่เป็นปรปักษ์กัน (6) เป็นการปฏิบัติการร่วมกันของกองกำลังตำรวจ ขององค์การระหว่างประเทศเพื่อป้องกันการครอบครองดินแดนของรัฐอื่น หรือเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง และ (7) ความเป็นไปได้ทางทฤษฎีของสงครามนิวเคลียร์ที่จำกัดซึ่งมหาอำนาจใช้เพียงอาวุธปรมาณูทางยุทธวิธีต่อเป้าหมายทางทหารที่กำหนดแน่ชัด

ความสำคัญ เมื่อมหาอำนาจมีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธมหาประลัยชนิดอื่น ๆ ขึ้นมาแล้ว ก็เป็นการบีบบังคับให้การทำสงครามต้องจำกัด ทั้งในแง่ของขอบเขตและในแง่ความเข้มข้น และให้หาทางแก้ไข ปัญหากันด้วยวิธีทางการเมือง ทั้งนี้ก็เพื่อความอยู่รอดของแต่ละฝ่ายนั่นเอง แนวความคิดในเรื่องสงคราม จำกัดในยุคนิวเคลียร์นี้ได้เกิดขึ้นในช่วงที่เกิความขัดแย้งในเกาหลีระหว่างปี ค.ศ. 1950 - 1953 ซึ่งตอนนั้นทั้งกองกำลังของสหรัฐอเมริกา และกองกำลังของจีนคอมมิวนิสต์ มิได้ทำการโจมตีฐานทัพสำคัญของอีกฝ่าย คือของสหรัฐอเมริกาในญี่ปุ่น และของจีนในแมนจูเรีย ในสงครามเวียดนามระหว่างทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1960 สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และจีนคอมมิวนิสต์ ต่างก็ได้เข้าแทรกแซงเพื่อจะให้ผลของสงครามเกิดประโยชน์แก่ฝ่ายตน กระนั้นก็ตาม แต่ละฝ่ายก็ได้ใช้ความระมัดระวังเพื่อมิให้เกิดการขยายตัวเป็นสงครามขนาดใหญ่ ในสงครามจำกัดนี้ ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีโอกาสมีชัยชนะอย่างชัดเจนเหมือนสงครามครั้งก่อน ๆ ทั้งนี้เพราะเมื่อฝ่ายหนึ่งพยายามจะใช้อานุภาพที่ยิ่งใหญ่กว่าเมื่อใดก็จะถูกคานดุลไว้ด้วยการต่อต้านของอีกฝ่ายหนึ่งเมื่อนั้น ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอมแพ้จนทำให้ฝ่ายข้าศึกเพิ่มการทำลายออกไปอีก จะขยายตัวออกไปจนถึงจุดที่ทั้งสองฝ่ายพิจารณาเห็นว่า หากมีการใช้อานุภาพที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ก็จะเป็นเหตุให้มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์เข้าประหัตประหารย่อยยับไปทั้งสองฝ่าย ได้มีการศึกษาทางด้านทฤษฎีมากมายเกี่ยวกับลักษณะธรรมชาติและประโยชน์ของสงครามจำกัด

Limited War, Afghan-USSR

สงครามจำกัด, สงครามอัฟกานิสถาน-สหภาพโซเวียต

ความขัดแย้งที่เริ่มขึ้นจากการที่สหภาพโซเวียตได้บุกรุกอัฟกานิสถานเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ.1979 จุดมุ่งหมายของการรุกรานครั้งนี้ ก็คือ การจัดตั้งรัฐตามแนวลัทธิมาร์กซิสต์ขึ้นตามแนวพรมแดนของโซเวียตในภูมิภาคทางยุทธศาสตร์ของแถบเอเชียกลางนี้ ผลที่ตามมาจากการรุกรานครั้งนี้ ก็คือ ได้เกิดเป็นสงครามกองโจรยืดเยื้อระหว่างกองกำลังต่อต้านอัฟกาน (มุดจาฮิดดิน) กับกองกำลังโซเวียตซึ่งมีกำลังพลประมาณ 100,000 คน การปฏิบัติการในอัฟกานิสถานคราวนี้ ฝ่ายสหภาพโซเวียตมีนโยบายที่จะมีที่ตั้งกำลังทหารในอ่าวเปอร์เซียและในมหาสมุทรอินเดีย นอกจากนี้แล้ว ฝ่ายโซเวียตก็ยังแสดงท่าทีหวั่นเกรงออกมาว่า การที่คนมุสลิมทำการต่อต้านลัทธิมาร์กซิสต์ในอัฟกานิสถานคราวนี้จะข้ามไปมีอิทธิพลต่อประชาชนชาวมุสลิมจำนวนมากที่อยู่ตามสาธารณรัฐต่างๆในพรมแดนสหภาพโซเวียต ส่วนเหตุการณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวโยงถึงกัน คือ การปฏิวัติของชาวมุสลิมที่ประสบความสำเร็จในประเทศเพื่อนบ้านอิหร่าน และมีการประกาศสถาปนารัฐอิสลามอย่างเป็นทางการขึ้นในปากีสถาน เป็นต้น มีสิ่งบอกเหตุบางอย่างส่อแสดงว่า สหภาพโซเวียตจะประสบความสำเร็จในอัฟกานิสถานได้หากใช้วิธีการแทรกแซงทางทางเศรษฐกิจและการศึกษามากกว่าที่จะใช้แสนยานุภาพทางการทหารเข้าไปแทรกแซง

ความสำคัญ ในยุคใหม่นี้ อัฟกานิสถานเป็นกันชนป้องกันมิให้พระเจ้าซาร์ และต่อมาคือสหภาพโซเวียตมีความทะเยอทะยานแผ่อำนาจเข้ามาทางอ่าวเปอร์เซียและมหาสมุทรอินเดีย การที่โซเวียตเข้ามาตั้งกองทัพอยู่ในอัฟกานิสถานซึ่งอยู่ห่างจากปากอ่าวเปอร์เซียเพียงไม่กี่ร้อยไมล์ ในขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังวุ่นวายอยู่กับวิกฤตการณ์ยึดตัวประกันในอิหร่านนั้น ได้นำไปสู่การประกาศของหลักนิยมคาร์เตอร์เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1980 ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ ได้เตือนสหภาพโซเวียต และต่อมา ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ก็ได้เห็นด้วยกับคำประกาศนี้ว่า ความพยายามจากภายนอกใดๆในอันที่จะควบคุมอ่าวเปอร์เซียจะเป็นการคุกคามต่อผลประโยชน์อันสำคัญอย่างยิ่งยวดของสหรัฐอเมริกา และว่า สหรัฐอเมริกาจะต่อต้านภัยคุกคามนั้นด้วยการใช้กำลังทหารหากมีความจำเป็น แนววิธีการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างสองอภิมหาอำนาจจึงเป็นที่กระจ่างชัด ความพยายามทั้งปวงทั้งในระดับระหว่างประเทศและในระดับประเทศที่สามเพื่อจะยุติสงครามจึงไม่ประสบความสำเร็จ
======================

·         มีใครมองหาอีบุ๊กเกี่ยวกับสงครามและนโยบายทางการทหารบ้างไหม?

·         ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

·         พจนานุกรมศัพท์สงครามและนโยบายทางการทหาร


Limited War : Falklands

สงครามจำกัด : สงครามฟอล์กแลนด์

สงครามจำกัดระหว่างอาร์เจนตินากับอังกฤษ เมื่อเดือนเมษายน - มิถุนายน ค.ศ. 1982 ที่มาของสงคราม คือ ปัญหาเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ซึ่งในแถบละตินอเมริกาเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า มัลวินัส หมู่เกาะฟอล์กแลนด์นี้อยู่นอกฝั่งออกไปประมาณ 300 ไมล์ ฝ่ายอาร์เจนตินาอ้างดินแดนนี้ซึ่งมีพื้นที่รวมกันแล้วประมาณ 4,700 ตารางไมล์ และมีประชากรประมาณ1,800 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายอังกฤษนี้ ว่าเป็นดินแดนของตนเนื่องจากตนได้สืบทอดอำนาจจากสเปนหลังจากได้เอกราชมาจากสเปนมาเมื่อ ค.ศ. 1916 ทว่าหมู่เกาะฟอล์กแลนด์นี้เป็นดินแดนขึ้นอยู่กับอังกฤษมาตั้งแต่ ค.ศ. 1833 และผู้คนที่อาศัยอยู่ในหมู่เกาะเหล่านี้ต่างก็แสดงเจตจำนงอยากจะอยู่ในความปกครองของอังกฤษต่อไป เมื่อการเจรจาที่ยืดเยื้อได้ล้มเหลวลง ฝ่ายอาร์เจนตินาจึงได้หันไปใช้กำลังทหาร

ความสำคัญ สงครามฟอล์กแลนด์ มีลักษณะเหมือนกับสงครามอื่น ๆ ที่เป็นผลมาจากความผิดพลาดอย่างมาก ในการวิเคราะห์ขีดความสามารถ และการวิเคราะห์องค์ประกอบทางสถานการณ์ต่าง ๆ ฝ่ายอาร์เจนตินาได้ตั้งข้อสมมติฐานไว้ว่า อังกฤษคงจะไม่สามารถตอบโต้ด้วยการใช้กำลังมากมายได้ เนื่องจากหมู่เกาะฟอล์กแลนด์นี้อยู่ไกลจากอังกฤษมาก และรัฐบาลอาร์เจนตินาเอง ก็ต้องการใช้สงครามฟอล์กแลนด์นี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนชาวอาร์เจนตินาจากปัญหาทางการเมืองภายใน ปัญหาทางสังคม และปัญหาทางเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้าอยู่ในขณะนั้น ความพยายามที่จะทำการไกล่เกลี่ย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา นายอเล็กซานเดอร์ เฮก และเลขาธิการสหประชาชาติ นายฮาเวียร์ เปเรซ เดอ เคอญ่า ไม่ประสบความสำเร็จ นับแต่สงครามครั้งนี้ยุติลงแล้วสมัชชาใหญ่ได้เรียกร้องให้มีการรื้อฟื้นการเจรจากันใหม่ แต่ก็มิได้มีการตอบสนองอย่างจริงจัง